Mar 262013
 

ราชวงศ์ซางตอนปลาย晚商 จุดจบของทรราชย์เเละจุดเริ่มต้นของสูตรล้มราชวงศ์
เกร็ด มังกร ต่อยอดShot Noteประวัติศาสตร์จีน ตอนที่3 ตอน商纣(shāng zhòu)暴政(bàozhèng)? ข้อหาทรราชจริงหรือเท็จ? 正义还是阴谋?สูตรล้มเจ้า ชอบธรรมหรือเล่เหลี่ยม? วันนี้มายาวหน่อยครับ เพราะมีทั้งข้อมูลและดราม่า 3 หน้าA4พอดี^^”

เมื่อตอนที่แล้วเกริ่นทิ้งท้ายไว้ว่า เจ้าแผ่นดินคนสุดท้ายในราชวงศ์ซาง商 มีนามว่า “ซางโจ้ว商纣(shāng zhòu)” และเหตุการณ์โค่นล้มทรราช ถือเป็นสงครามปฏิวัติที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์จีน และเป็นที่มาของ “สูตรล้มราชวงศ์” ในยุคต่อๆมา ในแง่ของวรรณกรรม ซางโจ้ว商纣(shāng zhòu)เป็นทรราชที่ถูกประนามราวกับปีศาจชั่วร้าย มีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต ฆ่าคนเป็นว่าเล่นขนาดแค่อาหารจืดชืดไม่ได้อย่างใจก็สั่งประหารพ่อครัวทั้งโรงครัวได้ และต่อมายังลุ่มหลงนารีชื่อ ต๋าจี่妲己 Dájǐ  ถึงขนาดสร้างสระหยก เสพสุราเคล้านารีในสระหยกจนไม่สนใจการบริหารประเทศ บวกกับนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต สร้างความทุกข์ยากแก่ประชาชนมหาศาล นำไปสู่การปฏิวัติล้มราชวงศ์商โดยฝีมือของเจ้าชายจีฟา姬发 Jīfā แห่งแคว้นโจว และก่อตั้งราชวงศ์โจว周สำเร็จ ซางโจ้ว商纣(shāng zhòu)ปกครองประเทศเยี่ยงทรราช暴政(bàozhèng) เป็นความเชื่อตามตำราเรียนและวรรณกรรมที่ฝังลึกมาช้านาน ตอนที่ผมเรียนวิชาประวัติศาสตร์ระดับประถมจนถึงม.ต้นที่ประเทศจีน ตำราส่วนใหญ่ก็ยืนยันเช่นนั้น แต่ประโยคที่นักประวัติศาสตร์และอักษรศาสตร์ชื่อกัวม่อยั่ว郭沫若กล่าวไว้ว่า “ประวัติศาสตร์คือตุ๊กตาที่คนรุ่นหลังจับแต่งตัวได้ตามใจ历史是任人打扮的小姑娘” ก็เป็นความจริงอีกข้อที่น่าคิด การกล่าวถึงบุคคลในประวัติศาสตร์จึงจำเป็นต้องอาศัยมุมมองที่เป็นกลาง ว่ากันด้วยหลักฐาน ถ้าไม่มีหลักฐานก็ควรจะถือว่าเป็นแค่เรื่องเล่า

*ซางโจ้วเป็นทรราช จริงหรือเท็จ?
ข้อหาทรราชของซางโจ้วค่อยๆเพิ่มมาขึ้นจากหกข้อในยุคปลายราชวงศ์ซาง商 กลายเป็นสิบกว่าข้อในราชวงศ์ต่อมา คือโจว周 และนานวันเข้า เมื่อถึงราชวงศ์ฮั่น汉 ทั้งพงศาวดารฉบับหลวง正史(zhèngshǐ)กับฉบับราษฎร์野史(yěshǐ)รวบรวมมากถึงเจ็ดสิบข้อ การทรมานนักโทษด้วยตะขอเหล็กร้อน การประหารพ่อครัวเพราะอาหารจืดชืด การเริงรักกับสนมต๋าจี่ในสระหยก ล้วนเป็นบันทึกที่เกิดขึ้นในภายหลังทั้งสิ้น บางบันทึกไปไกลถึงขนาดจากเริงรักกับต๋าจี่เพียงลำพังกลายเป็น เรียกสนมทั้งหมดมาลงสระหยก และชวนขุนนางคนสนิทมาร่วมด้วยอีก เรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่ออ่างสุกี้คนแรกของโลกก็ว่าได้ ^^” ยิ่งในยุคราชวงศ์หมิงและชิงที่นิยายเฟื่องฟู บางครั้งนิยายอิงประวัติศาสตร์ก็เกินเลยถึงขั้นแฟนตาซี ต๋าจีกลายเป็นจิ้งจอกเก้าหางที่รับคำบัญชาจากสวรรค์เพื่อลงมาทำให้ราชวงศ์ซางที่ปกครองด้วยระบอบทรราชย์ล้มสลาย และเพื่อให้ราชวงศ์โจวที่ปกครองด้วยระบอบธรรมราชย์ถือกำเนิดขึ้น พูดง่ายๆคือเขียนให้คนเลวดูเลวสุดๆเพื่อสร้างตัวละครฝ่ายคนดีที่ดีสุดๆเท่านั้นเอง

*ใครควรจะเกลียดชังซางโจ้วมากที่สุด?
เมื่อย้อนดูบันทึกเกี่ยวกับซางโจ้ว商纣ในยุคที่เขายังมีชีวิตอยู่ และยุคต้นราชวงศ์โจว周 ปรากฏว่า ไม่ได้บันทึกสิ่งชั่วร้ายและความวิตถารเหล่านั้นเลย แม้แต่จีฟา姬发ผู้โค่นล้มซางโจ้ว商纣 ก็ไม่ได้กล่าวให้ร้ายซางโจ้วขนาดนั้น ลองคิดง่ายๆ ถ้าโลกนี้จะมีคนเกลียดชังซางโจ้ว商纣 คนๆนั้นควรจะเป็นจีฟาอย่างไม่ต้องสงสัย เหตุเพราะพี่ชายของจีฟาถูกซางโจวประหาร พ่อของจีฟาก็ถูกซางโจ้วขังคุกอยู่หลายปี และในบันทึกของจีฟา ซางโจ้วเคยบังคับให้พ่อของตนกินเนื้อของลูกตนเอง(พี่ชายของจีฟาที่ถูกประหาร) จึงกลายเป็นปมความแค้นระหว่างสองตระกูลใหญ่นั่นเอง

*ซางโจ้วปกครองระบอบทรราชย์ จริงหรือ?
ความจริงอย่างที่เคยกล่าวไว้ในตอนที่1-2แล้วว่า ตั้งแต่ยุคใต้หล้าของส่วนรวม公天下จนถึงยุคใต้หล้าของตระกูล家天下 ราชวงศ์夏จนถึงซาง商 ล้วนปกครองด้วยระบบสืบสันตติวงศ์ ปกครองระบบศักดินาเป็นหลัก แต่ก็เป็นสังคมเกษตรด้วย การค้าทาสจึงเป็นสิ่งจำเป็นในสมัยนั้น แต่ทาสก็ไม่ได้เกิดจากระบบการแบ่งวรรณะใดๆทั้งสิ้น แต่เกิดจากการยอมเสนอขายตัวเอง ทำกันเป็นการค้า และในช่วงที่มีสงครามก็เป็นไปได้ที่พ่อค้าทาสรับซื้อเชลยสงครามมาเป็นทาส เพื่อแบ่งเบาภาระการใช้จ่ายของกองทัพ เข้าใจว่าในยุคนั้น อย่างน้อยเป็นทาสดีกว่าเป็นเชลยศึก เพราะเชลยศึกอาจถูกนำไปประหาร ถ้ากองทัพเลี้ยงไม่ไหว ลองคิดดูว่า ถ้าต้องเลี้ยงเชลยศึกทีละเป็นพันคน รายจ่ายของประเทศจะมากมายขนาดไหน ฉะนั้น การโอนไปเป็นทาสถือเป็นวิธีหมุนเวียนเศรษฐกิจที่ได้ผลในยุคนั้น และดีกว่าการประหารทิ้ง เพราะจะโดนประชาชนเกลียดชังเสียเปล่าๆ

ปรากฏว่า ภาพลักษณ์ของซางโจ้วที่ชั่วร้ายกลับขัดแย้งกับบันทึกประวัติศาสตร์ที่ถูกค้นพบหลายๆเรื่อง เช่น ซางโจ้วเป็นนักการทหารที่ปรีชาสามารถและกล้าหาญชาญชัย มักจะนำทัพด้วยตัวเอง ไม่ใช่การเสพสุขอยู่ในวังอย่างที่คนเชื่อกัน และซางโจ้วเป็นหนึ่งในเจ้าแห่งแค้วนที่ยึดถือประเพณีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเคร่งครัด ปรากฏตัวในพิธีสำคัญทุกครั้ง(ก็ดูไม่ขี้เมาเท่าไหร่) แต่ในขณะเดียวกัน ซางโจ้วไม่ใช่คนงมงายจนหน้ามืดตามัว เขาเคยปฏิวัติความเชื่อโดยการลงโทษขั้นรุนแรงต่อพ่อมดหมอผีที่หาประโยชน์จากพิธีกรรมและความเชื่อ และปฏิรูปการปกครองโดยการลงโทษศักดินาที่ทำตัวเหลวแหลกสร้างความเดือนร้อนให้ชาวบ้าน และมีการปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างจริงจัง ส่งผลให้เศรษฐกิจของซางในช่วงการปกครองของซางโจ้วเฟื่องฟู จนเหลืองบประมาณมหาศาลสำหรับการแผ่ขยายอาณาจักร แต่การเป็นผู้นำที่นิสัยเด็ดเดี่ยว บางครั้งก็ลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาเกินกว่าเหตุ ซึ่งจุดนี้ ฮ่องเต้ในยุคต่อๆมาก็เป็นกันหมดแถมเป็นหนักกว่าซางโจ้วก็มีถมไป

กรณีหลงนารีจนหัวปักหัวปำไม่สนใจทุกข์สุขของประเทศก็ยังน่าสงสัย เพราะในประวัติศาสตร์พูดถึงต๋าจี่ สนมเอกของซางโจ้วน้อยมาก ประมาณว่ามีอยู่ 1 บรรทัด คือ “ต๋าจีเป็นลูกทาส คนส่วนมากมองว่าทาสชั้นต่ำเท่ากับสัตว์เลี้ยง แต่ซางโจ้วกลับไม่คิดเช่นนั้น จึงรับต๋าจีมาเป็นสนม” ซึ่งถ้ามีการบันทึกแค่นี้ คนรุ่นหลังจะนำมาปรุงแต่งเป็นนิยายรัก หรือนิยายทรราชก็ได้ทั้งนั้น เช่นอยู่ดีๆจะเขียนว่า เป็นรักต่างชนชั้นแบบเดียวกับ ฮ่องเต้เฉียนหลงกับหญิงชาวใต้ ก็ได้นะ ฉะนั้นเขียนให้ดูดี หรือเขียนให้ดูเลว มันขึ้นอยู่กับ”จุดประสงค์” แน่นอน ถ้าเป็นวรรณกรรมเกี่ยวกับการปฏิวัติล้มเจ้า คงไม่เขียนความรักแหวกม่านประเพณีของซางโจ้ว商纣แน่ๆ

*สงครามปฏิวัติที่ทุ่งมู่เหย่牧野之战
สิ่งที่นักประวัติศาสตร์สรุปอย่างเป็นกลางมีดังนี้ครับ ในปลายราชวงศ์ซาง ซางโจ้วมีอำนาจทางการทหารที่แข็งแกร่ง แผ่ขยายอำนาจอย่างรวดเร็ว แต่จุดเปลี่ยนของสงครามเกิดขึ้นที่หลังบ้าน เริ่มจากเหตุการณ์พี่ชายของจีฟาแห่งตระกูลโจว เกิดหลงรักนางสนมของซางโจ้ว(คนรุ่นหลังก็โยงเรื่องนี้เข้ากับต๋าจี่妲己ซึ่งจริงเท็จอย่าง ไรก็ไม่มีข้อยืนยัน) ทำให้ซางโจ้วบันดาลโทสะ สั่งประหารเสีย และจับพ่อของจีฟาขังคุก ซึ่งมองในแง่ของหลักสงคราม การจับผู้นำประเทศราชขังคุกในกรณีนี้อาจเป็นสิ่งจำเป็น เพราะซางโจ้วต้องนำทัพออกรบบ่อยครั้ง จึงไม่อาจไม่ระวังหลัง เมื่อประหารบุตรชายเขาไปด้วยความโมโห ย่อมสร้างความเจ็บแค้นให้ผู้เป็นพ่อ เพื่อป้องกันกบฎ จึงต้องจับพ่อไปขังไว้ก่อน ซึ่งต่อมาเมื่อเสร็จจากศึกสงครามซางโจ้วก็ปล่อยตัวพ่อของจีฟาออกมา นำไปสู่การซ่องสุมกำลังของฝ่ายตระกูลโจว (ฝ่ายจีฟาและพ่อที่เพิ่งถูกปล่อยตัว) ซึ่งถ้ามองในแง่นี้ ถือเป็นการตัดสินใจผิดครั้งใหญ่หลวงของซางโจ้วถึงขั้นสิ้นชาติ เพราะความใจอ่อนไม่เข้าเรื่อง โจโฉในยุคสามก๊กปลายราชวงศ์ฮั่น汉ก็เคยกล่าววิจารณ์ซางโจ้วในแง่นี้ เขาบอกว่า คนเป็นผู้นำสงครามในเมื่อรู้ตัวว่าฆ่าคนผิดไป ก็ต้องฆ่าให้หมดอย่าให้เหลือ ส่วนการปรับปรุงตัวเองให้ใจเย็น ต้องเป็นเรื่องที่แก้ไขภายหลัง ไม่ใช่ฆ่าบ้างปล่อยบ้างแบบนี้ เมื่อจีฟาและพ่อซ่องสุมกำลังได้เต็มที่แล้ว จึงเริ่มประกาศปฏิญามู่เหย่ ณ ทุ่งมู่เหย่ โดยมีเนื้อหาประนามวิสัยทรราชย์ของซางโจ้วทั้งหมด 6 ข้อ (ไม่ใช่70กว่าข้ออย่างที่คนรุ่นหลังปรุงแต่ง) กองทัพธรรมของจีฟานอกจากกองทัพของตัวเองแล้วยังประกอบด้วยเหล่าขุนศึกจากหลายตระกูใหญ่ที่เคยถูกซางโจ้วลงโทษและยังมีประเทศราชที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในตอนนั้น ยกทัพประชิดนครเฉาเกอที่ซางโจ้วพำนับอยู่ทันที

*จุดเปลี่ยนของสงคราม
เมื่อสืบค้นจากทั้งบันทึกและร่องรอยสถานที่ทางประวัติศาสตร์ก็พบว่า นครเฉาเกอซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของซางโจ้วไม่ใช่นครหลวง แต่เป็นหัวเมืองอันเป็นฐานที่มั่นของกองทัพราชวงศ์ซาง ซึ่งใช้ในยามออกศึกพิชิตตงอี๋ ซึ่งเป็นดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้(ฮกเกี้ยนในปัจจุบัน) เป็นหัวเมืองที่ใช้ทำสงครามและพักรักษาทหารบาดเจ็บเป็นหลัก ค่อนข้างไกลปืนเที่ยง ฉะนั้น จะเกิดอะไรขึ้นในเมืองนั้น คนที่เมืองหลวงและเมืองใหญ่อื่นๆยากที่จะรู้ได้ และในช่วงเวลานั้น(บั้นปลายของซางโจ้ว อายุ60แล้ว) ซางโจ้วเพิ่งจะเสร็จจะศึกหนักที่ตงอี๋ เท่าที่มีในบันทึกยุคเดียวกัน ต๋าจี่妲己ก็เป็นลูกสาวเชลยศึกที่ได้มาจากสงครามตงอี๋นี้เอง จึงเป็นไปไม่ได้ที่ ซางโจ้วจะหลงต๋าจี่จนทิ้งการบ้านการเมือง สร้างสระหยกและทำเรื่องบ้าบอคอแตกมากมาย ถ้าจะทำคงต้องทำทั้งหมดที่ว่านี้ให้ครบระหว่างทางเดินทัพกลับเมืองหลวงเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ ข้อหาหลงนารี ปลิ้นสุรา ฆ่าล้างโรงครัว รวมไปถึงการผ่าท้องหญิงมีครรภ์เพื่อเอาใจต๋าจี่妲己จึงไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง Continue reading »

Mar 192013
 


ก่อนจะอัพตอนใหม่มาสรุปราชวงศ์ซางตอนต้นที่หนึ่ง

1.ซาง商ช่วงก่อนตั้งราชวงศ์先商时代 : มีชี่契เป็นต้นตระกูล ได้รับศักดินาดินาเพราะผลงานผันน้ำ ทำชลประทานร่วมกับ หยูวี่禹 ต่อมามีเซี่ยงถู่相土เป็นนักกระดิษฐ์คนสำคัญในยุคนั้น

2.ยุคต้นของราชวงศ์ซาง早商时代 พี่น้องหวังไห้ 王亥กับหวังเหิง王恒 ตั้งตนเป็นเจ้า ก็เริ่มกระด้างกระเดื่องต่อราชวงศ์เซี่ยา夏 จนกระทั่งในรุ่น商汤ก็ประกาศสงครามกับ夏桀 กลายเป็นสงครามโค่นล้มราชวงศ์ครั้งเเรกในประวัติศาสตร์ 鸣条之战(สงครามทุ่งหมิงเถียว)

**鸣条之战(สงครามทุ่งหมิงเถียว)จะถูกเชื่อมโยงกับสงครามทุ่งมู่เหย่牧野之战ในปลาย ราชวงศ์商 ซึ่งถูกราชวงศ์周โค่นล้ม สงครามทั้งสองครั้งถือเป็นต้นเเบบของสงครามปฏิวัติในประวัติศาสตร์จีนเเละ ประวัติศาสตร์โลกด้วยครับ
เกร็ดมังกร ต่อยอดShot Noteประวัติศาสตร์จีน ตอนที่2 ราชวงศ์商(ซาง) *ตัวช่วย:ตารางยุคสมัยฉบับย่อที่เคยโพ้สไว้
**บุคคลสำคัญ: 舜(shùn) 契(qì) 王亥(wáng hài) 王恒(wáng héng) 商汤(shāng tāng) 夏桀(xià jié) 商纣(shāng zhòu):

***คำสำคัญ 甲骨文(jiǎgǔwén) 陶文(táowén) 汤武革命(tāngwǔgémìng) 冶铁技术(yětiějìshù),製陶业(zhìtáoyè) 商业(shāngyè)

***ในบทความมีคำเเปลให้เเล้วเมื่อครั้งที่แล้ว ได้อธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญในยุคราชวงศ์夏xiàไปแล้ว ทุกคนคงจำกันได้…แต่ผมว่าหลายคนอาจจะจำไม่ได้ ฮ่าฮ่า ทบทวนทีหนึ่งนะครับ บทสรุป3บรรทัดที่ทิ้งท้ายไว้เมื่อครั้งที่แล้วมีดังนี้“เมื่อระบบสละ ตำแหน่ง禅让(shà ràng) ในยุคของเหยา尧(yáo)ซุ่น舜(shùn) หยูวี่禹(yǔ) ถูกแทนที่ด้วยระบบสืบสันตติวงศ์世袭(shì xí)ในยุคของฉี่启(qǐ) แผ่นดินของส่วนรวม公天下(gōng tiān xià)จึงกลายมาเป็นแผ่นดินของสกุลวงศ์家天下(jiā tiān xià) เมื่อวงศ์ที่ว่ากลายเป็นราชา จึงเกิดราชวงศ์王朝 และดินแดนที่ปกครองด้วยราชวงศ์จึงเรียกว่า国家”

ที่ต้องทบทวนทีหนึ่งเพราะว่า ตัวละครบางตัวเราต้องเอามาใช้ต่อในเรื่องราวของครั้งนี้ครับ สิ่งหนึ่งที่ต้องอธิบายคือ ความจริงราชวงศ์เซี่ยา 夏กับราชวงศ์ซาง商 มีช่วงระยะเวลาที่คาบเกี่ยวกันบางครั้ง ต้นตระกูลของราชวงศ์ซางถูกบันทึกไว้ด้วยอักษรที่จารึกไว้บนกระดูกสัตว์/ กระดองเต่า甲骨文(jiǎgǔwén) ค่อนข้างครบถ้วน เมื่อครั้งที่舜(shùn) แต่งตั้งให้ หยูวี่禹(yǔ)เป็นผู้นำต้านอุทกภัย จนเกิดเหตุการณ์ หยูวี่ผู้ผันน้ำ大禹治水 มีบุคคลที่ชื่อ ชี่ 契(qì) เป็นหนึ่งในผู้มีความสามารถที่เข้าร่วมเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยมีตำแหน่งที่ผู้ช่วยของหยูวี่禹(yǔ) ซึ่งชี่ 契(qì) คนนี้เอง คือต้นตระกูลของราชวงศ์ซาง 商 ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ชี่ 契(qì) มีผลงานโดดเด่น จึงได้รับดินแดนซาง商เป็นศักดินา
Continue reading »

Mar 182013
 

เกร็ดมังกร ตอน ต่อยอดShot Noteประวัติศาสตร์จีน ตอนที่1 อะไรคือตัวชี้วัดว่าราชวงศ์เเรกคือ 夏xià

*ตัวช่วยสำหรับบทความนี้ได้เเก่ :ตารางยุคสมัยฉบับย่อที่เคยโพสไว้ **บุคคลสำคัญ: : 尧(yáo)舜(shùn) 禹(yǔ) และ启(qǐ)
***คำสำคัญ 天下(tiānxià) / 公天(gōng tiān xià) / 家天下(jiā tiān xià) / 禅让(shàn ràng) / 世袭(shì xí) / 王朝(wángcháo) / 国家(guójiā)

เชื่อว่านักศึกษาจำนวนมากมีอุปสรรคในการเรียนวิชาประวัติศาสตร์จีน บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อ นักศึกษาที่ประสบปัญหาการเรียนอยู่ โดยจะถยอยอัพเดท ต่อยอดShot Note12ราชวงศ์หลักที่เคยโพ้สไปครับ มาแบบสั้นๆพอดีคำ เอาแต่เหตุการณ์หลักที่ควรรู้ก่อน เพื่อเป็นขอนไม้ให้นักศึกษายึดเหนี่ยว ขณะที่กำลังลอยคอเท้งเต้งในทะเลอักษรอันไร้ทัศทาง ชักออกทะเลแล้ว พายกลับฝั่งเข้าเรื่องดีกว่า ส่วนผู้สนใจทั่วไปก็อ่านได้นะครับ เพราะคำสำคัญต่างๆผมแปลเป็นไทยให้แล้ว เอาเพื่อความเพลินเพลินได้ตามสบายครับ (ความยาวประมาณ 1 A4ครึ่ง)

ใครเป็นคนกำหนดว่าราชวงศ์แรกคือราชวงศ์夏?คำตอบคือ นักประวัติศาสตร์และโบราณคดี อันนี้ไม่ต้องสงสัยอยู่แล้ว แต่ต้องอธิบายว่า เอาอะไรมาวัด? แล้วสาระจริงๆของการเรียน ส่วนที่เป็นสามมหาบุรุษ尧(yáo)舜(shùn) 禹(yǔ) สำคัญยังไง แล้ว启(qǐ) คือใคร ทำไมต้องพูดถึงคนนี้ คำตอบอยู่ที่คำสำคัญ / key word ที่ให้ไว้ข้างบนครับ มาดูกัน

คำว่า天下(tiānxià) ใต้ฟ้า/ใต้หล้า *เป็นทัศนคติเรื่องแผ่นดินของคนจีนโบราณ ฟ้าสวรรค์เป็นเจ้าของแผ่นดิน มนุษย์เป็นเพียงผู้อาศัย ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้ ฉะนั้นระบบแรงของชุมชนจีนโบราณคือระบบ公天下(gōng tiān xià)หรือแผ่นดินของส่วนรวม นั่นเอง เมื่อเป็นของส่วนรวม แม้แต่ผู้ที่ถูกยกย่องเป็นผู้นำก็ไม่อาจเป็นเจ้าของ เมื่อแก่ชราจึงเป็นธรรมเนียบต้องสละตำแหน่งให้แก่คนที่มีความสามารถและอายุ เหมาะสม ซึ่งระบบสละตำแหน่งใช้คำว่า 禅让(shàn ràng) สละปล่อยวาง การสืบทอดอำนาจในยุคแรกจึงไม่เกี่ยวกับทางสายเลือด แต่พิจารณาจาความสามารถและคุณธรรม ใครก็มีสิทธิ์เป็นผู้นำได้ ถ้าคนนั้นดีพอ แบบอย่างของการสละปล่อยวาง禅让(shàn ràng) คือราชาชื่อเหยา尧(yáo) เมื่อ尧(yáo)อยู่ในตำแหน่งราชาจนอายุ70กว่า ก็เริ่มออกเดินทางเฟ้นหาผู้นำคนใหม่ จนพบกับซุ่น舜(shùn) ผู้ได้ชื่อว่าลูกกตัญญูและคุณธรรมสูงส่ง จึงสละตำแหน่งให้ทันที ระบบ禅让(shàn ràng) นี้เป็นระบบที่ไม่ก่อเกิดราชวงศ์ เพราะไม่มีการสืบทอดอำนาจสันตติวงศ์ อำนาจพ่อมีโอกาสน้อยมากที่จะสืบทอดโดยตรงสู่ลูก เพราะ ทุกคนค่อนข้างมียางอาย กลัวจะไม่งาม เป็นที่ครหา

แต่ต่อมา คนเราเริ่มใจกล้า ถามว่าเหตุใดถึงใจกล้า เพราะเริ่มเอาชนะธรรมชาติได้นั่นเอง พี่อี้รับประกันได้ว่านักศึกษาทุกคนเคยเรียน大禹治水มหาบุรุษหหยูวี่ผู้ผันนำ แต่เรียนไปเรียนมาก็งงไปงงมาว่า ผันน้ำแล้วไง ยังไงต่อ ตรงนี้แหล่ะ เรื่องสำคัญ เมื่อ禹(yǔ)ผันน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมสำเร็จ ต่อมาไม่นาน舜(shùn) ประกาศสละปล่อยวาง มอบตำแหน่งให้หยูวี่禹(yǔ)

ซึ่งช่วงเวลานั้น การผันน้ำของหยูวี่禹(yǔ)เข้าสู่ยุคที่มนุษย์ท้าทายธรรมชาติอย่างเต็มตัว ความเชื่อเดิมๆถูกล้มล้าง ขุดภูเขา ผันทางน้ำ เริ่มสร้าง风水(ทำเลที่ทาง)ตามใจตัวเองมากขึ้น มหาบุรุษกลายเป็นผู้เสมอเทพ เป็นที่ยำเกรงของคนทุกเผ่า(เผ่านที่ไม่เจริญย่อมเสียเปรียบเพราะกลัวจึงไม่ กล้า เมื่อไม่กล้าจึงยอมจำนน หยูวี่ 禹(yǔ)เป็นผู้นำที่มากด้วยความรู้ความสามารถ แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้ นำเป็นสู่การครอบครอง เมื่อครอบครองมากเข้า ครั้นจะสละปล่อยว่างย่อมเป็นเรื่องยาก ครอบครัวของหยูวี่禹(yǔ)เติบโตขยายในฐานะผู้เสมอเทพ ทัศนคติในการมองโลกก็เปลี่ยนไป

เมื่อหยูวี่禹(yǔ)ถึงแก่กรรมในขณะที่ยังไม่ได้สละอำนาจชัดเจน ลูกชื่อฉี่启(qǐ)ก็เกิดความคิดลักลั่น ปฏิเสธการสละตำแหน่งโดยนำเรื่องผลงานและทรัพย์สินไปผูกกับตำแหน่ง เพื่อเป็นข้ออ้างว่าสละไม่ได้ (ความจริงจะสละตำแหน่งไป ก็ไม่มีใครมาแยกสมบัติ/ลบล้างเกียรติยศตระกูลหรอก) เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น จึงเกิดการแตกหัก เผ่าบางเผ่าไม่ยอม บานปลายกลายเป็นสงคราม ซึ่งฉี่启(qǐ)ชนะใสๆอยู่แล้ว เพราะอำนาจบารมีและกองทัพที่เลี้ยงไว้มีมากกว่าพวกเผ่าที่มัวแต่เป็นคนดี禅让 (shàn ràng)กันมาตลอด ในที่สุด ระบบแผ่นดินของส่วนรวม公天下(gōng tiān xià) ก็กลายเป็น แผ่นดินของตระกูลเดียว家天下(jiā tiān xià) คำว่าประเทศ ในภาษาจีนจึงประกอบด้วย2พยางค์ 国家 เกิดจากคำว่า อาณาเขต+คำว่า สกุลวงศ์ นั่นเอง เพราะการที่เป็นประเทศได้ ย่อมหมายถึงมีผู้นำไงล่ะครับ

ตั้งแต่启(qǐ)เป็นต้นไป ก็เกิดระบบ世袭(shì xí)หรือระบบสืบสันตติวงศ์ขึ้น เมื่อต้องสืบสันติวงศ์ ก็ต้องมีชื่อวงศ์ใช่ไหมล่ะครับ ดังนั้น ฉี启(qǐ)จึงนำชื่อเผ่าของตน นั่นคือเผ่า夏ซึ่งประกอบด้วย12สกุลแซ่ มาเป็นชื่อราชวงศ์ เขาไม่กล้าเอาแซ่สกุลตัวเองคนเดียวเป็นชื่อราชวงศ์เพราะเดี๋ยวจะโดนรุม ก็ต้องหาพวกไว้ก่อน เป็นรากฐานอำนาจ และการตั้งตนเป็นราชา วงศ์ของราชา ย่อมเป็น ราชวงศ์王朝ใช่ไหมล่ะครับ จึงกลายเป็นที่มาของราชาวงศ์แรกในประวัติศาสตร์จีน ราชวงศ์เซี่ยา夏朝 สรุปตัวชี้วัดว่านี่คือราชวงศ์แรกเพราะมันคือการสืบทอดอำนาจด้วยระบบสืบ สันตติวงศ์ครั้งแรกนั่นเอง

ผมค่อนข้างเน้นเรื่องราวของ启(qǐ) เพราะเป็นสาระที่แท้จริงของการก่อเกิดราชวงศ์ ส่วน尧(yáo)舜(shùn) 禹(yǔ) มันคือดราม่าที่เรียนสนุกและแฝงเรื่องราวของคุณธรรมมากกว่า ไม่ได้อธิบายถึงที่มาของราชวงศ์ ฉะนั้นถ้าจะทำความเข้าใจที่มาของราชวงศ์เเรกในประวัติศาสตร์ ย่อมขาด启(qǐ)ไม่ได้ครับ เพราะถ้าขาดไป นักศึกษาจะงงทันที ประมาณว่า เรียนไปตั้งสามคน เป็นเรื่องดราม่าหมดเลย แล้วไงต่อ??? เเล้วจะสรุปเรื่องอะไร?…งงค้างเลยสิครับ^^” จริงไหมล่ะ

สุดท้ายนี้ เรามาสรุปกันหน่อย ขอบสรุปเหตุการณ์ฉบับย่อทั้งหมดให้สั้นลงอีก เหลือแค่ 3 บรรทัดสั้นๆ คือ

“เมื่อระบบสละตำแหน่ง禅让(shà ràng) ในยุคของเหยา尧(yáo)ซุ่น舜(shùn) หยูวี่禹(yǔ) ถูกแทนที่ด้วยระบบสืบสันตติวงศ์世袭(shì xí)ในยุคของฉี่启(qǐ) แผ่นดินของส่วนรวม公天下(gōng tiān xià)จึงกลายมาเป็นแผ่นดินของสกุลวงศ์家天下(jiā tiān xià) เมื่อวงศ์ที่ว่ากลายเป็นราชา จึงเกิดราชวงศ์王朝 และดินแดนที่ปกครองด้วยราชวงศ์จึงเรียกว่า国家”

จบ… แล้วเจอกันใหม่ครับ

ปล.สำหรับนักศึกษาที่อ่านเพื่อการเรียน อ่านบทความให้ครบรอบหนึ่งแล้วค่อยเอา บทสรุป3บรรทัดไปท่องจะดีมากครับ เพราะถ้าท่องแต่ บทสรุป ไม่ได้ช่วยในการเชื่อมโยงและบูรณาการความรู้ครับ ฝากไว้

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

Mar 182013
 

ขอมา-จัดไป!! ค่ำคืนนี้ พี่อี้มาพร้อมเรื่องย่อ 12 ราชวงศ์หลักในประวัติศาสตร์จีน พร้อมตารางเเนบท้ายสำหรับทำความเข้าใจ **Short Note สำหรับนักศึกษาเอก-จีนกลางโดยเฉพาะจ้ะ นักเรียนระดับผู้เริ่มต้นข้ามไปก่อนครับ^^

สำหรับนักศึกษาที่กำลังจะมึนตึบกับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์จีนในเทอมต่อไป ช่วงปิดเทอมนี้มีเวลาก็ลองอ่านทำความเข้าใจนะครับ การเรียนประวัติศาสตร์ สิ่งสำคัญประการเเรกคือ เข้าใจโครง ก่อน เพราะทุกเรื่องเล่าย่อมมีโครงเรื่อง ทุกอารยธรรมย่อมมีโครงสร้าง เริ่มจากไหน นำพาไปที่ไหน เเละจบที่ไหน สำคัญมากครับ

夏商周 秦汉晋 隋唐宋 元明清 [xiàshāngzhōu qínhànjìn suítángsòng yuánmíngqīng] คือโครงของประวัติศาสตร์ที่เรียงตามลำดับ เเละเเบ่งช่วงเพื่อการศึกษา ที่พี่อี้ถูกบังคับให้เรียนตั้งเเต่เด็ก เด็กจีนทุกคนจะถูกบังคับให้ท่องโครงสร้างนี้ให้ขึ้นใจ เพื่อต่อยอดสู่การเรียนในระดับมัธยมในภายภาคหน้า ตอนประถมก็ไม่เข้าใจว่าท่องไปทำไม เเต่เมื่อเข้าสู่มัธยมก็เข้าใจทันที เพราะมันคือประวัติศาสตร์ฉบับย่อที่สั้นเเต่ครบความสำหรับนักเรียนจริงๆ

  • ช่วงที่1 夏(xià) 商(shāng) 周(zhōu)

เหตุการสำคัญ: 夏(xià) 商(shāng)เป็นช่วงยุคเเห่งการการสู้รบเพื่อสร้างชาติผนึกเเว่นเเคว้น 500เเคว้น เป็นยุคเริ่มต้นที่พงศาวดารปะปนกับเทพปกรณัม, ต่อมาผนึกเหลือประมาณ50เเคว้น(西周), ก่อนจะเหลือเพียง16เเคว้นในยุค春秋 เป็นยุคปรัชญาเมธีที่รบด้วยความคิดเเละปรัญญา ยุค战国เหลือเพียง7เเคว้นรบด้วยกำลังเเละศาสตราวุธ(东周) เหตุเพราะเหล่าขุนศึกเริ่มหมั่นไส้นักปราชญ์เเละนักคิดที่ดีเเต่ปาก^^” , สุดท้ายเสร็จ秦 เข้าสู่ยุคฮ่องเต้ครองเเผ่นดิน

  • ช่วงที่2 秦(qín) 汉(hàn) 晋(jìn)

ยุคเเห่งการขยายอณาจักร์ สร้างกำเเพงเมืองจีน 秦长城 สร้างเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จ จนขยายไปสู่ 汉长城 , ต้น汉 项羽บุรุษอหังการ์ชิงเเผ่นดินกับ刘邦ผู้ผันตัวเองจากกุ๊ยสู่ฮ่องเต้ 刘邦ชนะด้วยอุบายเเละการซื้อใจคน สถาปนาราชวงศ์ 汉,ปลายฮั่นขันทีเรืองอำนาจ ประเทศล้มละลาย เหล่าขุนศึกเเบ่งฝ่าย เข้าสู่ยุคสามก๊ก三国

  • ช่วงที่3 隋(suí) 唐(táng) 宋(sòng)

ยุคเเห่งความรุ่งโรจน์ทางวัตถุ ศิลปะ เเละศาสนาพุทธ , 隋(suí)ขุดคลอง大运河ใช้เงินเเละทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองจนถูกปฏิวัติชาวนาโค่นล้ม เเต่大运河ที่ขุดไว้ส่งคุณูปการใหญ่หลวงจนถึงปัจจุบัน,唐คือยุครุ่งเรืองเเห่ง การค้า การทูต เส้นทางสายไหม สถาปัตยกรรม เเละ เเฟชั่น เเม้ไม่มีศึกนอก เเต่ศึกภายในรบพุ่งรุนเเรง เกือบสิ้นราชวงศ์เพราะหญิงเหล็กมากด้วยปัญญานาม武则天(wǔzétiān),ปลาย唐ถึง宋 ศิลปะพัฒนาสู่จุดสูงสุด กวีเอกเเละศิลปินช่างฝีมือโดดเด่นกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา เเต่เมื่อรู้มาก รวยมาก ก็เริ่มอาร์ตมาก อาร์ตจนได้เรื่อง(จากตารางข้างบนจะเห็นได้ว่ายุค宋คือยุคที่โดนคนนอกด่าน รุมกินโต๊ะจนเเทบไม่เหลือศักดิ์ศรีเจ้าอาณาจักร ประเทศอ่อนเเอ คนดีเเต่ปากสุดท้ายเสร็จ忽必烈汗(hūbìlièhàn)กุบไลข่าน หลานเจงกิสข่าน成吉思汗(chéngjísīhán) มหาบุรุษจากทุ่งหญ้ามองโกลชาวฮั่นเสียสิทธิ์การปกครองเเผ่นดินให้เเก่ชาวมองโกล

  • ช่วงที่4 元(yuán) 明(míng) 清(qīng)

ช่วงยุคสมัยที่ถูกชาวนอกด่านปกครองถึง2ราชวงศ์,元(yuán)คือ มองโกลเลีย ส่วน清(qīng)คือ เเมนจูเลีย ระหว่างกลางคั่นด้วย 明(míng) ยุคที่อำนาจการทหารเเละโครงสร้างทางการเมืองเเข็งเเกร่งที่สุด (คงเพราะต้องต่อกรกับชาวนอกด่านตลอด) ด้านวรรณกรรม เริ่มเปลี่ยนจากยุคกวี สู่ยุคเเห่งนิยาย วรรณกรรมเอกทั้งสี่เกิดขึ้นในยุคนี้

  • 三国演义(明)วรรณกรรมว่าด้วยปรัชญาอำนาจเเละการเมือง
  • 水浒传(ปลาย元ต้น明)วรรณกรรมว่าด้วยการล้มโต๊ะปฏิวัติ
  • 西游记(明)วรรณกรรมว่าด้วยอภินิหารปั้นน้ำเป็นตัวบรรเจิดสุดๆ
  • 红楼梦(清) วรรณกรรมว่าด้วยอิสรภาพทางความรัก อินดี้สุดๆ

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน