Jan 292011
 

ภาษาจีนกับสำเนียงภาษาจีนกลาง (汉语与普通话)

汉语(hànyŭ) แปลว่าภาษาจีน 汉(hàn) เป็นชื่อของชนชาติฮั่น (汉族 hànzú)หรือเรียกว่าชาวฮั่น (ซึ่งในปัจจุบันคนจีน 92 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวฮั่น) ส่วน 语(yǔ) แปลว่าภาษา ดังนั้นคำว่า 汉语(hànyŭ) จึงเป็นการเรียกตามชื่อของชนชาติฮั่น นอกจากชื่อนี้แล้ว ภาษาจีนยังใช้อีกสองชื่อบ่อย คือ 华语(huáyǔ 华 เป็นชื่อที่เรียกชาวจีนโดยรวม) หรือ 中国话 ( zhōngguóhuà 中国 แปลว่าประเทศจีน ส่วน 话 แปลว่า คำพูดหรือภาษา)

เนื่องจากประเทศจีนมีแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล ประกอบกับชาวฮั่นมีประวัติการอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ที่สลับซับซ้อนในช่วง 2,000 กว่าปี่ที่ผ่านมานี้ ดังนั้นในปัจจุบันนี้สำเนียงภาษาจีนของชาวฮั่นที่กระจายอยู่ทั่วไปในประเทศ จีนมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้เลย โดยทั่วไปแล้วสำเนียงที่ใช้อยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน เปอร์เซ็นต์ในการเข้าใจกันก็จะสูง ยิ่งห่างกันไกลยิ่งพูดจากันไม่เข้าใจ อย่างเช่นสำเนียงปักกิ่งกับสำเนียงกวางตุ้ง แทบจะสื่อการกันไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน นี้ มีอุปสรรคมากมายในด้านการสื่อสารระหว่างคนจีน(ชาวฮั่น)ด้วยกันโดยตลอด จึงมีความพยายามที่จะให้คนต่างสำเนียงเรียนรู้การใช้สำเนียงเดียวกันที่เป็น ที่เข้าใจของทุกฝ่าย เมื่อถึงสมัยราชวงศ์หมิง ( 明朝 ค.ศ. 1368-1644 ตอนกลาง)ได้มีคำว่า 官话 (guānhuà  官 แปลว่า ราชการ 官话 จึงเป็นชื่อที่เรียกสำเนียงที่นิยมใช้ในหมู่ข้าราชการ) เกิดขึ้น ซึ่งก็คือสำเนียงปักกิ่ง สาเหตุทีนิยมใช้ในกันในบรรดาข้าราชการก็เป็นเพราะว่า ข้าราชการมีโอกาสรับตำแหน่งทั้งในกรุงปักกิ่งและต่างถิ่น รวมทั้งมีโอกาสบ่อยมากที่จะสัมผัสกับผู้คนต่างสำเนียง จึงมีความจำเป็นต้องใช้สำเนียงที่ง่ายต่อการเข้าใจของผู้คนทั่วไป กล่าวได้ว่า 官话 เป็นสัญลักษณ์ของการก่อตัวขึ้นของสำเนียงภาษจีนที่เป็นที่เข้าใจร่วมกัน ของคนจีน(ชาวฮั่น)ทั่วประเทศ

พอเข้าสู่สมัยราชวงศ์ชิง  (清朝 ค.ศ.1616-1911) ตอนปลาย เริ่มมีการรณรงค์ให้ใช้สำเนียงปักกิ่งอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมีการเสนอให้เปลี่ยนคำว่า 官话 เป็น 国语 (guóyǔ 国 แปลว่า ประเทศ 国语 จึงแปลว่า ภาษาหรือสำเนียงประจำชาติ)ซึ่งเป็นการเรียงชื่ออย่างเป็นทางการสำหรับ สำเนียงภาษาจีนมาตราฐาน

ปี ค.ศ. 1924 รัฐบาลจีนคณะชาติได้ทำการกำหนดและประกาศใช้ระบบการออกเสียงของ 国语 โดยยึดถือสำเนียงปักกิ่งเป็นสำเนียงมาตรฐาน คือภาษาจีนกลางหรือภาษาจีนแมนดาริน ( “แมนดาริน” มาจากคำว่า Mandarin ของภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นชื่อที่ฝรั่งเรียกสำเนียงปักกิ่งในช่วงปลายสมัยราชวงค์ชิง) และในปี ค.ศ. 1926 ได้เริ่ม “ขบวนการรณรงค์ให้ใช้ภาษาจีนกลาง”

ปี ค.ศ.1955 รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เปลี่ยนชื่อ 国语 ให้เป็น 普通话 ( แปลว่า สามัญ ธรรมดา หรือทั่วไป 普通话 จึงหมายถึงสำเนียงภาษาจีนที่ใช้ได้ทั่วไป หรือสำเนียงภาษาจีนกลาง แต่ในปัจจุบันนี้ไต้หวันและคนจีนในอีกหลายประเทศยังคงนิยมใช้คำว่า 国语 เหมือนเดิม) โดยกำหนดนิยามของภาษาจีนกลางให้รอบคอบและชัดเจนมากขึ้น ซึ่งใช้มาตรฐาน 3 ข้อดังนี้

1.ใช้สำเนียงปักกิ่งเป็นมาตราฐานในด้านการออกเสียง
นับ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน(元朝 ค.ศ.1206-1368) ปักกิ่งได้กลายเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของจีนมาโดยตลอด สำเนียงปักกิ่งได้เผยแพร่ไปทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง จึงมีบทบาทและอิทธิพลมากกว่าสำเนียงอื่น ๆ

2.ใช้ภาษาท้องถิ่นภาคเหนือของจีนเป็นมาตรฐานในด้านการใช้คำศัพท์
ประชากร ที่ใช้ภาษาท้องถิ่นภาคเหนือของจีน (ซึ่งรวมสำเนียงปักกิ่ง) มีจำนวนมากที่สุด กล่าวคือ ชาวฮั่นมี 73 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปใช้ภาษานี้และกระจายไปอยู่ทั่วประเทศจีน

3.ใช้วรรณกรรมที่เขียนด้วยภาษาจีนยุคปัจจุบัน และเป็นที่ยอมรับเป็นมาตรฐานด้านไวยการณ์
ก่อน สมัยราชวงศ์ถัง (唐朝 ค.ศ.618-907) ภาษาเขียนของภาษาจีนยังใช้ภาษาจีนโบราณประมาณ 2,000 ปีก่อน หลังจากนั้นถึงจะหันมาใช้ภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาพูดในยุคนั้นมาเป็นภาษา เขียน (白话文) ในการประพันธ์วรรณกรรมและในสมัยราชวงศ์ซุ่ง (宋朝 ค.ศ.960-1297) กับราชวงศ์หยวน วรรณกรมรูปแบบใหม่นี้ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาจนกลายเป็นกระแสหลักของภาษาเขียนในยุคดังกล่าว ต่อมาในสมัยราชวงศ์หมิงกับราชวงศ์ชิง วรรณกรรมรูปแบบใหม่นี้เผยแพร่และเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง จนกระทั้งมีการพัฒนาและสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ จึงสมควรยึดถือวรรณกรรมรูปแบบนี้เป็นมาตรฐานในทางด้านไวยากรณ์

สิ่ง ที่สมควรจะชี้แจงก็ืคือ สำเนียงภาษาจีนกลางไม่ได้เท่ากับสำเนียงปักกิ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากสำเนียงภาษาจีนกลางมีการตัดเสียงพิเศษบางเสียง และคำศัพท์พิเศษบางส่วนจากสำเนียงปักกิ่งออกไป

นับตั้งแต่เริ่ม มีการรณรงค์ให้ใช้สำเนียงภาษาจีนกลางอย่างจริงจังจนถึงปัจจุบันนี้ เวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วเกือบร้อยปี และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในช่าวประมาณ 30 ปีที่ผ่านมานี้ สังคม เศรษฐกิจ และการคมนาคมของจีนได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว การศึกษาของคนจีนโดยส่วนรวมเริ่มดีขึ้น ในขณะเดียวกันสื่อชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์หรือวิทยุ ล้วนแต่ใช้ภาษาจีนกลาง ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในชีวิตประจำวันของคนจีนทั่วไป จึงส่งผลให้คนจีนพี่พูดภาษาจีนกลางเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบันนี้กล่าวได้ว่าคนจีนทุกคนสามารถฟังเข้าใจภาษาจีนกลางได้ แต่คนที่พูดไม่ได้หรือพูดไม่ชัดยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ชนบท ทางภาคใต้ หรือบริเวณที่ห่างไกลความเจริญ หรือแม้กระทั้งในเมือง ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปยังคงมีจำนวนไม่น้อยที่พูดภาษาจีนกลางไม่ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่เคยหรือไม่ค่อยได้มีโอกาสพูดภาษา จีนกลาง โดยยังคงใช้แต่สำเนียงภาษาท้องถิ่นของตนเองอยู่ตลอดเวลา

อย่าง ไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสำเนียงภาษาจีนของคนจีนในแต่ละพื้นที่จะต่างกันมาก และยังมีคนจำนวนมากพูดภาษาจีนกลางไม่ได้ (ฟังได้อย่างเดียว) แต่ยังโชคดีที่คนจีนทั้งหมดใช้ระบบการเขียน ระบบเดียวกัน เมื่อพูดคุยกันไม่เข้าใจก็เขียนเอา นี่คือเหตุการณ์ที่พบเห็นบ่อยคนชินตาในสมัยก่อน แต่คงจะกลายเป็นอดีตไปในอีกไม่นานเมื่อทุกคนสามารถพูดภาษาจีนกลางได้

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.dict2u.com

Jan 292011
 
Lesson 42 Full text >>
tóu shǔ jì qì 投鼠忌器 tóu shǔ jì qì
投鼠忌器
Lesson 41 Full text >>
tù sǐ hú bēi 兔死狐悲 tù sǐ hú bēi
兔死狐悲
Lesson 40 Full text >>
wăng kāi yī miàn 网开一面 wăng kāi yī miàn
网开一面
Lesson 39 Full text >>
wáng yáng bǔ láo 亡羊补牢 wáng yáng bǔ láo
亡羊补牢
Lesson 38 Full text >>
yī jì zhī cháng 一技之长 yī jì zhī cháng
一技之长
Lesson 37 Full text >>
wán huŏ zì fén 玩火自焚 wán huŏ zì fén
玩火自焚
Lesson 36 Full text >>
zhèng rén măi lǚ 郑人买履 zhèng rén măi lǚ
郑人买履
Lesson 35 Full text >>
nán yuán bĕi zhé 南辕北辙 nán yuán bĕi zhé
南辕北辙
Lesson 34 Full text >>
shú néng shēng qiăo 熟能生巧 shú néng shēng qiăo
熟能生巧
Lesson 33 Full text >>
pò fǔ chén zhōu 破釜沉舟 pò fǔ chén zhōu
破釜沉舟
Lesson 32 Full text >>
wò xīn cháng dăn 卧薪尝胆 wò xīn cháng dăn
卧薪尝胆
Lesson 31 Full text >>
pò jìng chóng yuán 破镜重圆 pò jìng chóng yuán
破镜重圆
Lesson 30 Full text >>
xiāng jìng rú bīn 相敬如宾 xiāng jìng rú bīn
相敬如宾
Lesson 29 Full text >>
tú qióng bĭ xiàn 图穷匕现 tú qióng bĭ xiàn
图穷匕现
Lesson 28 Full text >>
jīng wèi tián hăi 精卫填海 jīng wèi tián hăi
精卫填海
Lesson 27 Full text >>
xiào lĭ cáng dāo 笑里藏刀 xiào lĭ cáng dāo
笑里藏刀
Lesson 26 Full text >>
yī yán wéi zhòng
一言为重
Lesson 25 Full text >>
shì wài táo yuán
世外桃源
Lesson 24 Full text >>
àn tú suǒ jì
按图索骥
Lesson 23 Full text >>
huà bǐng chōng jī
画饼充饥
Lesson 22 Full text >>
kè zhōu qiú jiàn
刻舟求剑
Lesson 21 Full text >>
dǎ cǎo jīng shé
打草惊蛇
Lesson 20 Full text >>
wàng méi zhǐ kě
望梅止渴
Lesson 19 Full text >>
yī xiāng qíng yuàn
一厢情愿
Lesson 18 Full text >>
jīng gōng zhī niăo
惊弓之鸟
Lesson 17 Full text >>
hài qún zhī mă
害群之马
Lesson 16 Full text >>
qǐ sǐ huí shēng
起死回生
Lesson 15 Full text >>
sài wēng shī mă
塞翁失马
Lesson 14 Full text >>
duì niú tán qín
对牛弹琴
Lesson 13 Full text >>
dōng shī xiào pín
东施效颦
Lesson 12 Full text >>
bá miáo zhù zhăng
拔苗助长
Lesson 11 Full text >>
huà lóng diăn jīng
画龙点睛
Lesson 10 Full text >>
yī gŭ zuò qì
一鼓作气
Lesson 9 Full text >>
hú jiǎ hǔ wēi
狐假虎威
Lesson 8 Full text >>
hán dān xué bù
邯郸学步
Lesson 7 Full text >>
zhāo sān mù sì
朝三暮四
Lesson 6 Full text >>
yăn ěr dào líng
掩耳盗铃
Lesson 5 Full text >>
qián lǘ jì qióng
黔驴技穷
Lesson 4 Full text >>
làn yú chōng shù
滥竽充数
Lesson 3 Full text >>
huà shé tiān zú
画蛇添足
Jan 292011
 

自相矛盾 ขัดแย้งกันเอง

自 相 矛 盾 [zì xiāng máo dùn]

从前, 有个卖矛又卖盾的人, 为了招揽顾客, 高 声 叫卖 : “ 快来看, 快来瞧, 快来买我的盾和矛!”

他先举起自己的盾说 : “我的盾特别坚固, 无论用什么锋利的矛去刺, 都刺不透它!”

接着,他又喊道 : 快来瞧,快来看, 要不锋利不要钱, 一边喊一边又举起自己的矛夸口说 :

“你们再看我的矛,它锋利无比, 无论怎么坚固的盾,它都能刺透!”

站在旁边的人听了他的这番话以后, 觉得很可笑。 其中一个人站出来问他 :

“ 既然你的盾坚固得什么也刺不透, 你的矛又锋利得什么都刺的透, 那么, 请问,用你的矛去刺你的盾, 结果会怎么样呢?”
这个卖矛和盾的人, 被问得说不出来话来。

=============================================
自相矛盾 [zìxiāngmáodùn] ขัดแย้งกันเอง
盾 [dùn] โล่
矛 [máo] หอก
刺 [cì] แทง
透 [tòu] ทะลุ
从前 [cóngqián] สมัยก่อน
为了 [wèile] เพื่อ
招揽 [zhāolǎn] เรียกร้อง,ชักชวน,ขอร้อง,วิงวอน,เชื้อเชิญ
顾客 [gùkè] ลูกค้า
高声 [gāoshēng] เสียงดัง
叫卖 [jiàomài] เร่ขายสินค้า
举起 [jǔqǐ] ยกขึ้น,ชัก,ดึง
接着 [jiēzhe] เอามือจับไว้
自己 [zìjǐ] ตัวเอง
特别 [tèbié] พิเศษ
坚固 [jiāngù] แข็งแกร่ง
无论 [wúlùn] ไม่ว่าอะไรก็ตาม
什么 [shénme] อะไร
锋利 [fenglì] แหลมคม
要不 [yàobù] ถ้าไม่
不要 [bùyào] ไม่ต้อง
一边 [yībiān] ด้านหนึ่ง, ขณะเดียวกัน
夸口 [kuākǒu] คุยโวโอ้อวด
无比 [wúbǐ] ไม่มีอะไรเทียบได้
怎么 [zěnme] อย่างไร
旁边 [pángbiān] ด้านข้าง
以后 [yǐhòu] หลังจากนั้น
觉得 [juéde] รู้สึก
可笑 [kěxiào] น่าขำ
其中 [qízhōng] ท่ามกลาง
出来 [chūlai] ปรากฎออกมา
那么 [nàme] ถ้างั้น
请问 [qǐngwèn] ขอถามหน่อย
结果 [jiéguǒ] ผลลัพธ์
怎么样 [zěnmeyàng] จะเป็นอย่างไร
这个 [zhègè] อันนี้, นี้

Jan 292011
 

东 施 效 颦 dōng shī xiào pín

春秋时代,越国有一位美女名叫西施。她的美貌简直到了倾国倾城的程度。无论是她的举手投足,还是她的音容笑貌,样样都惹人喜爱。西施略用淡妆,衣着朴素,走到哪里,哪里就有很多人向她行“注目礼”,没有人不惊叹她的美貌。

西施患有心口疼的毛病。有一天,她的病又犯了,只见她手捂胸口,双眉皱起,流露出一种娇媚柔弱的女性美。当她从乡间走过的时候,乡里人无不睁大眼睛注视。

ยุค ชุนชิว แคว้นเยว่มีสาวงามผู้หนึ่งนามว่า ซีซือ ( ไซซี — หนึ่งในสี่สาวงามในประวัติศาสตร์จีน ) รูปร่างหน้าตาที่งดงามของนางเข้าขั้นร่ำลือกันทั่วทั้งแคว้น ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าเยื้องย่างกรีดกราย หรือรอยยิ้มพริ้มเพราบนใบหน้า ทุกอิริยาบถล้วนดึงดูดให้ผู้คนรักใคร่เอ็นดู ซีซือมักจะแต่งแต้มใบหน้าเพียงเล็กน้อย สวมใส่เสื้อผ้าเรียบๆ เดินไปทางไหน ที่นั่นก็จะมีผู้คนจำนวนมาก “เฝ้ามองด้วยความชื่นชม” ตลอดทางที่นางสัญจรผ่าน ไม่มีใครที่จะไม่ตกตะลึงพรึงเพริศในรูปลักษณ์ที่งดงามของนาง

ซีซือ ไม่ค่อยสบายมักมีอาการเจ็บปวดที่หน้าอก วันหนึ่ง อาการป่วยของนางกำเริบขึ้น จึงเห็นนางเอามือกุมที่หน้าอก หน้านิ่วคิ้วขมวด เผยให้เห็นความงามในแบบออดอ้อนแลดูอ่อนแอของสตรีเพศ ยามที่นางเยื้องย่างไปในเมือง ชาวเมืองล้วนเบิ่งตาโตจ้องมองไม่วางตา

乡下有一个丑女子,名叫东施,不仅相貌难看,而且没有修养。她平时动作粗俗,说话大声大气,却一天到晚做着当美女的梦。今天穿这样的衣服,明天梳那样的发式,却仍然没有一个人说她漂亮。

这一天,她看到西施捂着胸口、皱着双眉的样子竟博得这么多人的青睐,回去以后,她也学着西施的样子,手捂胸口、紧皱眉头,在村里走来走去。哪知东施的矫揉造作使她原本就丑陋的样子更难看了。结果,人们见了这个怪模怪样模仿西施心口疼在村里走来走去的东施简直像见了瘟神一样,都远远地躲开了。

ใน เมืองมีหญิงอัปลักษณ์นางหนึ่งนามว่าตงซือ ไม่เพียงแต่รูปลักษณ์ไม่ชวนมอง ทั้งยังขาดการอบรมบ่มนิสัย ปกติแล้วนางจะประพฤติตัวหยาบกระด้าง พูดจาเอะอะโวยวาย แต่ วันทั้งวันก็เฝ้าฝันว่าตนเป็นหญิงงาม วันนี้แต่งตัวแบบนี้ พรุ่งนี้หวีผมแบบนั้น แต่กระนั้น ก็ยังไม่มีชาวเมืองชมนางว่าสวยสักคน

วันหนึ่ง นางเห็นซีซือทำท่าเอามือกุมหน้าอก หน้านิ่วคิ้วขมวด เป็นที่น่ารักน่าเอ็นดูของผู้คนอย่างล้นหลาม เมื่อกลับไป นางก็เลียนแบบท่าทางของซีซือ เอามือกุมหน้าอก ขมวดคิ้วเขม็ง เดินไปเดินมาอยู่ในหมู่บ้าน คิดไม่ถึงว่าท่าทางแต่งจริตของตงซือ ยิ่งทำให้ความอัปลักษณ์ของนางดูแย่ยิ่งกว่าเดิม ส่งผลให้ คนที่เห็นตงซือเลียนแบบทำท่าเจ็บหน้าอกพิลึกกึกกือเดินไปเดินมาในหมู่บ้าน ราวกับได้พบเห็นเทพแห่งกาฬโรค ต่างพากันเผ่นหนีไปซ่อนแต่ไกล

东施只知道西施皱眉的样子很美,却不知道她为什么很美,而去简单模仿她的样子,结果反被人讥笑。看来,盲目模仿别人的做法是愚蠢的。

ตง ซือรู้เพียงว่าท่าทางขมวดคิ้วของซีซือดูงดงามมาก แต่กลับไม่รู้ว่าเหตุใดนางจึงงามเช่นนั้น กลับเลียนแบบท่าทางอย่างไม่คิดให้ดี ส่งผลให้ผู้คนหัวเราะเยาะ ดูแล้ว ก็คือคนเขลาเบาปัญญาที่หลับหูหลับตาเลียนแบบผู้อื่นอย่างนั้น

อ้างอิงข้อมูลจาก : http://imandarinpod.com/forum
=================================================

  • 越国 [yuèguó] แคว้นเยว่
  • 西施 [xīshī] ซีซือ(ชื่อบุคคล) ก็คือไซซีหนึ่งในสี่สาวงามในประวัติศาสตร์จีน [春秋时越国姓施的一个美女,曾被越王句践献给吴王夫差。后作为美女的代称。]
  • 倾国倾城 [qīngguóqīngchéng] (ความงดงามของหญิงสาว) ร่ำลือกันทั่วทั้งเมือง
  • 东施 [dōngshī] ตงซือ (ชื่อบุคคล)
  • 效 [xiào] เอาอย่าง
  • 颦 [pín] แปลว่าขมวดคิ้ว
  • 春秋时代 [chūnqiūshídài] ยุคชุนชิว
  • 国有 [guóyǒu] ประเทศชาติมี
  • 美女 [měinǚ] สาวสวย
  • 美貌 [měimào] รูปร่างที่สวยงามชวนดู
  • 简直 [jiǎnzhí] ง่ายๆ, เรียบๆ
  • 程度 [chéngdù] ระดับ, องศา
  • 无论 [wúlùn] ไม่ว่าจะ
  • 举手 [jǔshǒu] ยกมือ
  • 还是 [háishì] หรือ
  • 音容 [yīnróng] เสียงและหน้าตา
  • 样样 [yàngyàng] ทุกอย่าง
  • 喜爱 [xǐ’ài] ชอบ, รักใคร่
  • 衣着 [yīzhuó] เสื้อผ้า
  • 朴素 [pǔsù] ง่ายๆ, เรียบๆ, ไม่ฉูดฉาดหรูหรา
  • 哪里 [nǎli] ที่ไหน
  • 没有 [méiyǒu] ไม่มี
  • 惊叹 [jīngtàn] รู้สึกประหลาดใจ, ,บุคคลที่น่าพิศวงหรือชื่นชม
  • 有心 [yǒuxīn] มีใจ
  • 毛病 [máobing] ข้อเสียเล็กๆ, ข้อบกพร่องเล็กน้อย, ผิดปกติ
  • 一天 [yītiān] วันหนึ่ง
  • 惹 [rě] ก่อให้เกิดเรื่อง
  • 患 [huàn] ภัยพิบัติ, ทุกข์ทรมาน, กังวล
  • 犯 [fàn] ฝ่าฝืน, กระทำผิด, กำเริบ
  • 捂 [wǔ] ปกคลุม
  • 胸口 [xiōngkǒu] บริเวณทรวงอก
  • 流露 [liúlù] เปิดเผย, แสดงให้เห็น
  • 娇媚 [jiāomèi] ออดอ้อน
  • 柔弱 [róuruò] อ่อนแอ
  • 女性 [nǚxìng] เพศหญิง
  • 乡间 [xiāngjiān] ชนบท
  • 时候 [shíhòu] ช่วงเวลา, เวลา
  • 乡里 [xiānglǐ] ในหมู่บ้าน
  • 无不 [wúbù] ไม่มียกเว้น
  • 眼睛 [yǎnjing] ตา
  • 注视 [zhùshì] จ้องมอง
  • 乡下 [xiāngxià] ในชนบท
  • 女子 [nǚzǐ] หญิงสาว
  • 不仅 [bùjǐn] ไม่เพียงแต่
  • 相貌 [xiàngmào] รูปโฉม, ลักษณะท่าทาง
  • 难看 [nánkàn] ไม่น่าดู
  • 而且 [érqiě] ยิ่งกว่านั้น
  • 修养 [xiūyǎng] ศิลปความรู้ที่ได้รับการฝึกฝนมา
  • 平时 [píngshí] ช่วงเวลาปกติ
  • 动作 [dòngzuò] การกระทำ
  • 粗俗 [cūsú] หยาบคาย
  • 说话 [shuōhuà] การพูดจา
  • 大气 [dàqì] หายใจแรง
  • 一天到晚 [yītiāndàowǎn] เช้ายังเย็น, ตลอดทั้งวัน
  • 今天 [jīntiān] วันนี้
  • 这样 [zhèyàng] แบบนี้
  • 衣服 [yīfu] เสื้อผ้า
  • 明天 [míngtiān] พรุ่งนี้
  • 那样 [nàyàng] แบบนั้น, เช่นนั้น
  • 仍然 [réngrán] ยังคง
  • 个人 [gèrén] ตัวบุคคล
  • 漂亮 [piàoliàng] สวย, น่ามอง
  • 看到 [kàndào] มองเห็น
  • 样子 [yàngzi] กริยาท่าทาง
  • 博得 [bódé] ได้รับ, ชนะ
  • 这么 [zhème] เป็นสรรพนามบอกระดับหรือสภาพ
  • 青睐 [qīnglài] โปรดปราน, น่ารักน่าเอ็นดูของผู้คน
  • 回去 [huíqu] กลับไป
  • 以后 [yǐhòu] ภายหลัง
  • 皱眉头 [zhòuméitóu] ขมวดคิ้ว
  • 矫揉造作 [jiǎoróuzàozuò] ดัดจริต
  • 原本 [yuánběn] ต้นฉบับเดิม
  • 丑陋 [chǒulòu] น่าเกลียด
  • 更难 [gèngnán] แย่กว่าเดิม
  • 结果 [jiéguǒ] ผลลัพธ์
  • 人们 [rénmén] ผู้คน
  • 怪模怪样 [guàimúguàiyàng] รูปร่างหน้าตาประหลาด
  • 模仿 [mófǎng] เลียนแบบ
  • 心口 [xīnkǒu] ทรวงอก
  • 瘟神 [wēnshén] เทพเจ้าแห่งโรคระบาด/โรคห่า
  • 一样 [yīyàng] เหมือนกัน
  • 躲开 [duǒkāi] หลบ, หลีก
  • 知道 [zhīdào] ทราบ, รู้
  • 皱眉 [zhòuméi] ขมวดคิ้ว
  • 不知 [bùzhī] ไม่รู้, ไม่ทราบ
  • 为什么 [wèishénme] ทำไม
  • 简单 [jiǎndān] ง่ายๆ
  • 讥笑 [jīxiào] หัวเราะเยาะ
  • 看来 [kànlai] ดูเหมือน
  • 盲目 [mángmù] ตาบอด
  • 别人 [biérén] คนอื่น
  • 做法 [zuòfǎ] วิธีการทำ
  • 愚蠢 [yúchǔn] โง่เขลา
Jan 292011
 

画蛇添足 [huà shé tiān zú] วาดงูเติมขา

有个楚国贵族,在祭祀过祖宗后,把一壶祭酒赏给门客们喝。门客们拿着这壶酒,不知如何处理。他们觉得,这么多人喝一壶酒,肯定不够,还不如干脆给一个人喝,喝得痛痛快快还好些。可是到底给谁好呢?于是,门客们商量了一个好主意,就是每个人各自在地上画一条蛇,谁先画好了这壶酒就归谁喝。大家都同意这个办法。
门客们一人拿一根小棍,开始在地上画蛇。

有一个人画得很快,不一会儿,他就把蛇画好了,于是他把酒壶拿了过来。正待他要喝酒时,他一眼瞅见其他人还没把蛇画完,他便十分得意地又拿起小棍,边自言自语地说:“看我再来给蛇添上几只脚,他们也未必画完。”边说边给画好的蛇画脚。
不料,这个人给蛇画脚还没完,手上的酒壶便被旁边一个人一把抢了过去,原来,那个人的蛇画完了。

这个给蛇画脚的人不依,说:“我最先画完蛇,酒应归我喝!”

那个人笑着说:“你到现在还在画,而我已完工,酒当然是我的!”

画蛇脚的人争辩说:“我早就画完了,现在是趁时间还早,不过是给蛇添几只脚而已。”

那人说:“蛇本来就没有脚,你要给它添几只脚那你就添吧,酒反正你是喝不成了!”
那人毫不客气地喝起酒来,那个给蛇画脚的人却眼巴巴看着本属自己而现在已被别人拿走的酒,后悔不已。
有些人自以为是,喜欢节外生枝,卖弄自己,结果往往弄巧成拙,不正像这个画蛇添足的人吗?

——————————
画蛇添足 [huà shé tiān zú] : วาดงูเติมขา

画 [huà] วาด
蛇 [shé] งู
添 [tiān] เติม, เพิ่ม
足 [zú] เท้า(ขา)

ในสมัยสงครามระหว่างรัฐ(จั้นกั๋ว) มีครอบครัวครอบครัวหนึ่งในรัฐฉู่ เมื่อทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษแล้วมักจะมอบสุราให้กับผู้ที่มาช่วยงานเป็นการ ตอบแทน 1 ไห แต่ในความเป็นจริงแล้วสุรา 1 ไหมีปริมาณน้อยเกินไป หากแบ่งให้ทุกคนดื่มต่างก็ดื่มได้ไม่เต็มที่ ไม่สู้ดื่มเพียงคนเดียว

ผู้ที่มาช่วยงานผู้หนึ่งจึงออกความเห็นว่า “เพื่อความเป็นธรรม เอาอย่างนี้ดีกว่า พวกเราวาดรูปงูแข่งกัน ใครวาดเสร็จก่อนก็ได้สุราไหนั้นไป”

คนอื่นๆ ต่างเห็นด้วย จึงพากันวาดรูปงูลงบนพื้น สักพักมีคนผู้หนึ่งวาดเสร็จก่อน แต่เมื่อเขามองไปรอบๆ เห็นคนอื่นยังคงก้มหน้าก้มตาวาดกันอยู่ เขาจึงกระหยิ่มใจ และคิดว่าเพื่อเป็นการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตนวาดภาพเร็วมาก หากวาดขาเติมลงไปในรูปงูของตนเองอีก 4 ข้างก็ยังทัน คิดได้ดังนั้นจึงวาดต่อ แต่วาดยังไม่ทันเสร็จ มีคนอีกผู้หนึ่งวาดรูปงูเสร็จแล้ว และเดินไปหยิบไหสุรามาถือไว้ก่อนใคร ทั้งยังเดินมากล่าวกับชายที่เติมขาให้งูว่า
“ท่านจะมัวเติมขาให้งูไปทำไม ในเมื่อความจริงงูไม่มีขา งูที่มีขาย่อมไม่ใช่งู”

หลังจากกล่าวจบก็ดื่มสุราไหนั้นจนหมดเกลี้ยง นั่นคือที่มาของสุภาษิต “ฮว่าเสอเทียนจู๋” หรือ “วาดงูเติมขา”

ปัจจุบันใช้เพื่อเปรียบเทียบกับการทำสิ่งที่เกินจำเป็น เกินพอดี ไม่มีเหตุผล ซึ่งนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังเสียเวลา และอาจจะทำให้เรื่องราวเลวร้ายลงไปอีกด้วย

楚国 [chǔguó] รัฐฉู่
贵族 [guìzú] ผู้ดีมีตระกูล
祭祀 [jìsì] เซ่นไหว้
祖宗 [zǔzōng] บรรพบุรุษ
门客 [ménkè] ปัญญาชนที่เหล่าขุนนางเลี้ยงไว้เป็นที่ปรึกษา
不知 [bùzhī] ไม่รู้
如何 [rúhé] อย่างไร
处理 [chǔlǐ] จัดการ
觉得 [juéde] รู้สึก, คิด
这么 [zhème] แบบนี้
肯定 [kěndìng] ตกลงกัน
不够 [bùgòu] ไม่เพียงพอ
干脆 [gāncuì] ตรงไปตรงมา
个人 [gèrén] แต่ละคน
痛快 [tòngkuài] มีความสุข
还好 [háihǎo] ไม่เลว
可是 [kěshì] แต่
到底 [dàodǐ] สุดท้าย, ที่สุด
于是 [yúshì] ดังนั้น
商量 [shāngliáng] ปรึกษากัน
主意 [zhǔyì] ความคิดเห็น
就是 [jiùshì] ก็คือ
各自 [gèzì] ต่างคนต่าง
大家 [dàjiā] ทุกคน
同意 [tóngyì] เห็นด้วย
这个 [zhègè] อันนี้
办法 [bànfǎ] วิธีการ
开始 [kāishǐ] เริ่ม
不一 [bùyī] แตกต่างจาก
把酒 [bǎjiǔ] ยกแก้วเหล้าขึ้น
过来 [guòlái] เข้ามา
喝酒 [hējiǔ] ดื่มเหล้า
瞅见 [chǒujiàn] มองเห็น
其他 [qítā] คนอื่นๆ
十分 [shífēn] มั่นใจเต็มที่, อย่างแน่นอน
得意 [déyì] ภาคภูมิใจ
自言自语 [zìyánzìyǔ] พูดกับตัวเอง
未必 [wèibì] ทำไมไม่
不料 [bùliào] ไม่ได้คาดคิด
酒壶 [jiǔhú] กาเหล้า
旁边 [pángbiān] ด้านข้าง
过去 [guòqu] เอาไป
原来 [yuánlái] ต้นตอ
那个 [nàge] อันนั้น
完了 [wánliǎo] เสร็จ, จบ
不依 [bùyī] ไม่ยอม
最先 [zuìxiān] ก่อนใคร
现在 [xiànzài] ตอนนี้, ขณะนี้
完工 [wángōng] งานเสร็จ
当然 [dāngrán] อย่างแน่นอน
争辩 [zhēngbiàn] ถกเถียง
时间 [shíjiān] เวลา
不过 [bùguò] เพียงแต่
而已 [éryǐ] เท่านั้นเอง
本来 [běnlái] ต้นแบบ
没有 [méiyǒu] ไม่มี
反正 [fǎnzheng] อย่างไรก็ตาม
不成 [bùchéng] ไม่สำเร็จ
毫不 [háobù] ไม่เลย
客气 [kèqi] สุภาพ, ถ่อมตน
眼巴巴 [yǎnbābā] ตาปริบๆ
自己 [zìjǐ] ตัวเอง
别人 [biérén] คนอื่น
后悔 [hǒuhuǐ] เสียใจ
不已 [bùyǐ] ไม่หยุด
有些 [yǒuxiē] บางส่วน, บ้าง
自以为是 [zìyǐwéishì] ตัวเองคิดว่าใช่
喜欢 [xǐhuān] ชอบ
节外生枝 [jiéwàishēngzhī] มีปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมา
卖弄 [màinong] แสดงฝีมือโอ้อวด
结果 [jiéguǒ] ผลลัพธ์
往往 [wǎngwǎng] มักจะ
弄巧成拙 [nòngqiǎochéngzhuō] ทำเป็นอวดเก่งสุดท้ายก็ผูกมัดตัวเอง

อ้างอิงคำแปลจาก http://www.somdom.com/archiver/tid-3487.html

Jan 292011
 

伯乐相马 [bólèxiāngmǎ]
是在 http://www.studythai.net  泰语社区上看到的,帖过来与大家共享~~

ป๋อเล่อเซี่ยงหม่า(伯乐相马) : ป๋อเล่อเลือกม้า

伯乐 [bólè] คำเรียกคนคัดสรรม้าศึกในสมัยโบราณ
相 [xiāng] เลือก
马 [mǎ] ม้า
伯乐相马 [bólèxiāngmǎ] ป๋อเล่อเลือกม้า

เชื่อกันว่าในสรวงสวรรค์มีเซียนวิเศษที่ทำหน้าที่ดูแลอาชาแห่งสวรรค์ ส่วนในโลกมนุษย์ก็มีผู้ที่มีความสามารถในการคัดเลือกยอดอาชาเช่นกัน โดยบุคคลเหล่านี้จะถูกเรียกว่า “ป๋อเล่อ”

ป๋อเล่อคนแรกในประวัติศาสตร์ มีชื่อเดิมว่า ซุนหยัง เป็นคนสมัยชุนชิว และเนื่องจากว่าเขามีความรู้เรื่องม้าอย่างลึกซึ้ง โดดเด่น ทำให้ผู้คนต่างพากันเรียกเขาว่าป๋อเล่อ แทนชื่อจริง

วันหนึ่ง เขาได้รับมอบหมายจากอ๋องรัฐฉู่ ให้ไปซื้อหาม้าห้อพันลี้ ซึ่งมีฝีเท้าจัดเป็นเลิศในแผ่นดินมาถวายเป็นมาศึก ป๋อเล่อตอบตกลงโดยกล่าวกับท่านอ๋องว่า
“อันว่ายอดอาชาในแผ่นดิน มีจำนวนนับได้ การเสาะหาคงไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้เวลา ดังนั้นขอให้ท่านอ๋องใจเย็นๆ ” กล่าวจบจึงออกเดินทางไปเสาะหาม้าที่เหมาะสมทันที

ป๋อเล่อเดินทางไปยังหลายรัฐหลายประเทศ แม้แต่ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นกำเนิดยอดอาชา อย่างรัฐเอียน(燕) และรัฐเจ้า(赵) แต่ก็ไม่ปรากฏม้าที่มีลักษณะต้องประสงค์

วันหนึ่งขณะที่เดินทางกลับจากการไปเสาะหาม้ายังรัฐฉี ป๋อเล่อพลันพบเห็นม้าตัวหนึ่งกำลังออกแรงลากเกวียนบรรทุกเกลืออยู่อย่างยาก ลำบาก มันหอบหายใจเสียงดัง และมีท่าทางอิดโรยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความที่ป๋อเล่อมีชีวิตผูกพันกับม้ามาโดยตลอด ทำให้เขารู้สึกสงสารและเข้าไปหาม้าตัวนั้น

เมื่อม้าพบเห็นป๋อเล่อเข้ามาใกล้ พลันเงยหน้า เบิ่งตาจ้องมอง พร้อมกับร้องออกมาด้วยเสียงดังกังวาน ราวกับจะบอกอะไรกับเขา ในครานั้นเองป๋อเล๋อได้แยกแยะจากเสียงร้องของเจ้าม้าบบรทุกเกลือ และพบว่า นี่เองคือสุดยอดอาชาที่เขาปรารถนา

ป๋อเล่อจึงกล่าวกับเจ้าของม้าในขณะนั้นว่า
“ม้าตัวนี้หากวิ่งอยู่ในสนามรบ ฝีเท้าของมันจักไม่มีม้าตัวใดเทียบเทียมได้ แต่หากนำมาบรรทุกของ มันกลับไม่อาจเปรียบกับม้าธรรมดาๆ ตัวอื่น ท่านมิสู้มอบมันให้กับเราเถิด”

เจ้าของม้าได้ยินก็เข้าใจว่าป๋อเล่อนั้นช่างโง่เขลา เนื่องจากที่ผ่านมา ม้าตัวนี้แทบไม่มีแรงลากเกวียน แถมยังกินจุ และมีขาที่ผอมราวกับไม้ฟืน จึงรีบตกลงขายให้กับโป๋เล่อไป

ป๋อเล่อนำม้ากลับมายังรัฐฉู่ ขณะที่กำลังเดินเข้าสู่ที่ประทับของท่านอ๋อง ป๋อเล่อก็กล่าวเบาๆ กับม้าว่า
“ข้าหาเจ้านายที่คู่ควรมาให้เจ้าแล้ว” ม้าราวกับเข้าใจคำพูดของป๋อเล่อ พลันดีดขาหน้าขึ้นตะกุยอากาศ พร้อมทั้งร้องเสียงดังกังวาน จนกระทั่งท่านอ๋องได้ยินเสียง และรีบออกมาชมดู

ป๋อเล่อเมื่อพบท่านอ๋องก็กล่าวว่า
“ข้าน้อยนำยอดอาชากลับมาแล้ว ท่านโปรดพิจารณาดู”

ฝ่ายท่านอ๋องเมื่อเห็นม้ามีลักษณะทึ่มทื่ออย่างยิ่ง ก็รู้สึกผิดหวัง เข้าใจว่าโดนป๋อเล่อหลอก จึงกริ้วและตรัสกับป๋อเล่อว่า
“ข้าใช้ท่านหาม้า ก็เพราะเชื่อว่าท่านมีความสามารถ แต่ท่านกลับนำตัวอะไรไม่รู้มาให้ข้า ดูท่าทางมันแล้วขนาดเดินเฉยๆ ยังยาก จะให้ขี่ลงสนามรบคงเป็นไปไม่ได้”

ป๋อเล่อรีบกล่าวว่า “ม้าตัวนี้ลักษณะทึ่มทื่อก็เพราะมันผ่านความยากลำบากมามาก แต่หากเจ้าของดูแลเอาใจใส่ ข้าน้อยรับรองว่าไม่เกินครึ่งเดือนมันจะกลับคืนสู่ลักษณะที่แท้จริง ”

เมื่อได้ฟัง ท่านอ๋องมิได้เชื่อเท่าใดนัก แต่ก็ให้ทหารนำม้าไปดูแลอย่างดี ป้อนอาหารชั้นดีให้มันกิน จนกระทั่งเวลาผ่านไปไม่นาน มันก็กลับคืนสู่ลักษณะของยอดอาชา ยามที่ท่านอ๋องขึ้นขี่ เพียงใช้แส้กระตุ้นเบาๆ มันก็พุ่งทะยานไปมากกว่า 100 ลี้

ต่อมามันได้กลายเป็นม้าศึกคู่กายอ๋อง และอ๋องรัฐฉู่ก็กลับมาให้ความนับถือในตัวป๋อเล่อดังเดิม

ป๋อเล่อเซี่ยงหม่า ปัจจุบันใช้เปรียบเปรยถึงผู้ที่มีสายตาแหลมคมในการคัดสรรคนดีมีฝีมือ

อ้างอิงจาก www.somdom.com/archiver/tid-3487.html

Jan 292011
 

杞人忧天 [qǐrényōutiān] : คนเมืองฉี่กังวลว่าฟ้าจะถล่ม

ในสมัยอดีตกาล รัฐฉี่(สมัยโจว ปัจจุบันอยู่ในมณฑลหูหนาน) มีชายผู้หนึ่งเป็นคนขี้ขลาดตาขาว และสติไม่ค่อยสมประกอบ เขามักจะขบคิดอยู่กับปัญหาแปลกประหลาด และเป็นปัญหาที่เมื่อเอาไปถามใครก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเป็นคำถามที่ไร้สาระ หาแก่นสารไม่ได้

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเขารับประทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว ก็ถือพัดออกไปนั่งอยู่ที่หน้าประตูบ้าน และรำพึงรำพันกับตัวเองว่า

“ถ้าวันใดวันหนึ่ง ฟ้าถล่มลงมา แล้วเราจะทำยังไงดีนะ จะหนีก็คงหนีไม่ทัน ต้องโดนฟ้าทับตายอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่แน่ๆ”

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็เอาแต่วิตกกังวลอยู่กับปัญหานี้ เพื่อนฝูงเมื่อเห็นว่าสติเขาเริ่มฟั่นเฟือนลงไปทุกวันๆ หน้าตาก็เศร้าหมองอมทุกข์ ก็ต่างเป็นห่วงเป็นใย และช่วยกันเตือนสติชายผู้นี้ว่า

“เพื่อน ท่านอย่างมานั่งวิตกกังวลกับปัญหาแบบนี้เลย ท้องฟ้าไม่มีทางถล่มลงมาหรอก หรือถ้าสมมติว่าฟ้าถล่มลงมาจริง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ท่านเพียงคนเดียวมาขบคิดวิเคราะห์แล้วสามารถแก้ไขได้ เพราะใต้ฟ้าก็ไม่ได้มีท่านเพียงคนเดียว ปล่อยวางเสียเถอะ”

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะตักเตือนหรือปลอบใจอย่างไร ชายชาวเมืองฉี่ผู้นี้ก็ไม่เชื่อ ยังคงวิตกกังวลกับปัญหานี้ต่อไป

ต่อมา คนยุคหลังได้นำเรื่องเล่านี้มาตั้งเป็นสุภาษิต ฉี่เหรินโยวเทียน แปลตรงตัวคือ คนเมืองฉี่กังวลต่อฟ้า โดยในเรื่องคือคนเมืองฉี่กลัวฟ้าถล่ม ใช้เปรียบเทียบผู้ที่มัววิตกกังวลอยู่กับเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ หรือเรื่องที่ไม่มีที่มาที่ไป ไร้สาระ
sugarcane 发表于 2008-5-10 12:24

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.somdom.com/archiver/tid-3487.html

Jan 292011
 

狐假虎威 [hújiǎhǔwēi] สุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ

ในสมัยจั้นกั๋ว(สงครามระหว่างรัฐ) เมื่อครั้งที่รัฐฉู่เข้มแข็งถึงที่สุด อ๋องฉู่เซวียน(楚宣王)เกิดความคลางแคลงใจว่า เหตุใด ทุกรัฐในแดนเหนือจึงได้กลัวเกรงแม่ทัพซีซู่(奚恤)ซึ่งเป็นแม่ทัพใต้บังคับ บัญชาของพระองค์นัก พระองค์จึงได้สอบถามปัญหานี้กับบรรดาขุนนางข้างกายของพระองค์
มีขุนนางนามว่า เจียงอี่ว์ (江乙)มิได้ตอบคำถามอ๋องรัฐฉู่โดยตรง แต่กลับเล่านิทานเรื่องหนึ่งถวายพระองค์ เรื่องมีอยู่ว่า

กาลครั้งหนึ่ง มีเสือตัวใหญ่อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ด้วยความหิว จึงออกมาหาอาหาร และได้พบกับสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งกำลังเดินอยู่ในป่าลึก จึงได้ตะครุบเพื่อหวังกินเป็นอาหาร แต่ธรรมชาติของสุนัขจิ้งจอกนั้นมีความกลิ้งกลอก เพื่อความอยู่รอดมันจึงชิงกล่าวกับเสือว่า
“แกรู้หรือเปล่าว่าข้าเป็นใคร ข้าได้รับคำสั่งจากสวรรค์ให้มาดูแลควบคุมสัตว์ต่างๆบนโลกนี้ ถ้าแกกินข้าก็เท่ากับขัดคำสั่งสวรรค์ ต้องโดนสวรรค์ทำโทษแน่นอน”

เมื่อเสือได้ยินดังนั้นก็หยุดชะงัก ในใจเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง พอเห็นดังนั้นจิ้งจอกได้ทีจึงรียพูดต่อว่า
“ถ้าเจ้าไม่เชื่อ เดี๋ยวเดินตามหลังข้ามา แล้วคอยดูว่าพอสัตว์ต่างๆพบข้า พวกมันต่างก็กลัวจนหัวหดหรือไม่ ” เสือได้ฟังก็เห็นว่าวิธีนี้ไม่เลว จึงเดินตามจิ้งจอกไป

ดังนั้นจิ้งจอกเดินนำ เสือเดินตาม เมื่อไปที่ไหน สัตว์น้อยใหญ่เห็นเข้าก็แตกฮือ หนีกระเจิดกระเจิง จิ้งจอกยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่อง ส่วนเสือเห็นดังนั้นก็เริ่มเกรงจิ้งจอกขึ้นมา โดยไม่รู้เลยว่าสัตว์ต่างๆ ไม่ได้กลัวหมาจิ้งจอก แต่วิ่งหนีตนต่างหาก

แม้ว่าแผนการของจิ้งจอกจะสำเร็จ แต่ที่มันสามารถมีชีวิตต่อไปได้ก็ด้วยการหยิบยืมอำนาจของเสือมาใช้ทั้งสิ้น มิใช้ด้วยบารมีของตนเองแต่อย่างใด
เล่าถึงตรงนี้ ขุนนางเจียงอีว์จึงสรุปว่า ที่รัฐแดนเหนือกลัวแม่ทัพซีซู่ ก็เป็นเพราะกำลังทหารทั้งหมดของท่านอ๋องอยู่ในมือเขา หรือกล่าวได้ว่า ที่ผู้คนกลัวคือบารมีของท่านอ๋อง หาใช่ตัวตนของแม่ทัพซีซู่ไม่

นี่คือที่มาของสุภาษิต “狐假虎威”

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.somdom.com/archiver/tid-3487.html

Jan 292011
 

退避三舍 [tuìbìsānshě] ถอยให้ 90 ลี้

春秋时候,晋献公听信谗言,杀了太子申生,又派人捉拿
申生的弟弟重耳。重耳闻讯,逃出了晋国,在外流忘十几年。
经过千幸万苦,重耳来到楚国。
楚成王认为重耳日后必有大作为,就以国群之礼相迎,待他如上宾。
一天,楚王设宴招待重耳,两人饮洒叙话,气氛十分融洽。
忽然楚王问重耳:“你若有一天回晋国当上国君,该怎么报答
我呢?”重耳略一思索说:“美女待从、珍宝丝绸,大王您有的
是,珍禽羽毛,象牙兽皮,更是楚地的盛产,晋国哪有什么珍
奇物品献给大王呢?”楚王说:“公子过谦了。话虽然这么说,
可总该对我有所表示吧?”重耳笑笑回答道:“要是托您的福。
果真能回国当政的话,我愿与贵国友好。

假如有一天,晋楚国之间发生战争,我一定命
令军队先退避三舍(一舍等于三十里),如果还不能得到您的
原谅,我再与您交战。”
四年后,重耳真的回到晋国当了国君,就是历史上有名的晋文公。
晋国在他的治理下日益强大。
公元前633年,楚国和晋国的军队在作战时相遇。晋文公
为了实现他许下的诺言,下令军队后退九十里,驻扎在城濮。
楚军见晋军后退,以为对方害怕了,马上追击。晋军利用楚军
骄傲轻敌的弱点,集中兵力,大破楚军,取得了城濮之战的胜利。
故事出自《左传•僖公二十二年》。

成语“退避三舍”比喻不与人相争或主动让步。


春秋 [chūnqiū] ยุคชุนชิว
时候 [shíhòu] ช่วงเวลา
听信 [tīngxìn] เชื่อว่า
谗言 [chányán] คำพูดที่ใส่ร้าย
太子 [tàizǐ] เจ้าชาย
捉拿 [zhuōná] จับ, จับกุม
弟弟 [dìdi] น้องชาย
耳闻 [ěrwén] ได้ยินว่า
外流 [wàiliú] ไหลออกนอก
经过 [jīngguò] ผ่าน
来到 [láidào] มาถึง
认为 [rènwéi] เข้าใจว่า
日后 [rìhòu] ในอนาคต
作为 [zuòwéi] การกระทำ
如上 [rúshàng] ดังกล่าวมา
一天 [yītiān] ทั้งวัน
设宴 [shèyàn] จัดงานเลี้ยงรืืนเริง
招待 [zhāodài] ต้อนรับ
气氛 [qìfēn] บรรยากาศ
十分 [shífēn] เต็มไปด้วย
融洽 [róngqià] ซึ่งกลมเกลียวกัน
忽然 [hūrán] ทันใดนั้น
国君 [guójūn] กษัตยิ์
报答 [bàodá] ตอบแทน
思索 [sīsuǒ] คิดหาคำตอบ
珍宝 [zhēnbǎo] เพชรนิลจินดา
丝绸 [sīchóu] ผ้าไหม
大王 [dàwáng] ราชา
有的是 [yǒudéshì] มีจำนวนมาก
羽毛 [yǔmáo] ขนนก
象牙 [xiàngyá] งาช้าง
盛产 [shèngchǎn] ผลิตมากมาย
珍奇 [zhēnqí] แปลกและล้ำค่า
物品 [wùpǐn] สิ่งของ
过谦 [guòqiān] ถ่อมตัวเกินไป
虽然 [suīrán] แม้ว่า
有所 [yǒusuǒ] ค่อนข้าง
表示 [biǎoshì] แสดงให้เห็น
回答 [huídá] ตอบ
果真 [guǒzhēn] จริงๆ
回国 [huíguó] กลับประเทศ
当政 [dāngzhèng] อยู่ในอำนาจ
友好 [yǒuhǎo] เพื่อนสนิท
假如 [jiǎrú] สมมติว่า
之间 [zhījiān] ตรงกลาง
发生 [fāshēng] เกิดขึ้น
战争 [zhànzhēng] สงคราม
一定 [yīdìng] แน่นอน
命令 [mìnglìng] คำสั่ง
军队 [jūnduì] กองกำลังทหาร, กองทัพ
退避三舍 [tuìbìsānshě] ถอย 90 ลี้ (เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา)
等于 [děngyú] เท่ากับ
如果 [rúguǒ] ถ้าหากว่า
不能 [bùnéng] ไม่สามารถ
得到 [dédào] ได้รับ
原谅 [yuánliàng] ให้อภัย
交战 [jiāozhàn] ทำสงครามกัน
真的 [zhēnde] จริงๆ, แท้จริง
历史 [lìshǐ] ประวัติศาสตร์
有名 [yǒumíng] มีชื่อเสียง
治理 [zhìlǐ] ปกครอง, บริหาร
日益 [rìyì] ดียิ่งขึ้นทุกๆวัน
强大 [qiángdà] ยิ่งใหญ่, เกรียงไกร
公元前 [gōngyuánqián] ก่อนคริสต์ศักราช
作战 [zuòzhàn] ทำสงครามกัน
相遇 [xiāngyù] พบ, เผชิญหน้า
为了 [wèile] เพื่อ
实现 [shíxiàn] เป็นจริง
诺言 [nuòyán] สัญญา
下令 [xiàlìng] ออกคำสั่ง
后退 [hòutuì] ถอดกลับ
驻扎 [zhùzhá] ตั้งมั่น
对方 [duìfāng] ฝ่ายตรงข้าม
害怕 [hàipà] กลัว
马上 [mǎshàng] ทันที
追击 [zhuījī] รุกไล่โจมตี
利用 [lìyòng] ประยุกต์ใช้
骄傲 [jiāo’ào] ความภาคภูมิใจ, หยิ่งผยอง
轻敌 [qīngdí] ประมาทข้าศึก
弱点 [ruòdiǎn] จุดอ่อน
集中 [jízhōng] รวมศูนย์
兵力 [bīnglì] กำลังทหาร
取得 [qǔdé] ได้รับ
胜利 [shènglì] ชัยชนะ
故事 [gùshi] เรื่องราว
出自 [chūzì] มาจาก
成语 [chéngyǔ] สุภาษิต
主动 [zhǔdòng] การเริ่มดำเนินการ
让步 [ràngbù] ยอมอ่อนข้อให้
Jan 292011
 

草木皆兵 [cǎomùjiēbīng]
草木皆兵 [cǎomùjiēbīng] : ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเป็นกองทหารทั้งสิ้น

草 [cǎo] หญ้า
木 [mù] ไม้
皆 [jiē] ทั้งหมด
兵 [bīng] ทหาร

คริสศตวรรษที่ 383 รัฐเฉียนฉิน (ฉินยุคก่อน) ภายใต้การปกครองของอ๋องฝูเจียนซึ่งควบรวมดินแดนทางตอนเหนือเกือบทั้งหมด ได้นำกองทัพทหารและม้าราว 9 แสนลงใต้เพื่อโจมตีรัฐตงจิ้น(จิ้นตะวันออก) อ๋องแห่งตงจิ้น แต่งตั้งเซี่ยสือและเซี่ยเสวียน 2 พี่น้องเป็นแม่ทัพ นำกำลังพลราว 8 หมื่นเข้าต้าน

อ๋องฝูเจียน เชื่อมั่นว่าทัพของตนต้องได้ชัยชนะอน่นอน เนื่องจากกองทัพจิ้นขณะนั้นทั้งอ่อนแอ และมีจำนวนทหารน้อยกว่ารัฐฉินมากนัก อ๋องฝูเจียนตั้งทัพอยู่ที่เมืองโซ่วหยัง (ปัจจุบันคือเมืองโซ่วในมณฑลอันฮุย) และได้ส่งคนผู้หนึ่ง นามว่าจูซี่ว์เดินทางไปยังรัฐจิ้นเพื่อส่งข่าวข่มขวัญแม่ทัพเซี่ยสือ

จูซี่ว์นั้นเดิมเป็นชาวตงจิ้น อดีตมีตำแหน่งถึงเจ้าเมืองนายทัพรักษาการเมืองโซ่วหยังซึ่งเป็นอดีตเชลยศึก ของเฉียนฉิน ปัจจุบันถูกชุบเลี้ยงเป็นขุนนางในพระราชสำนักในตำแหน่งอาลักษณ์ แต่ด้วยความภักดีต่อรัฐตงจิ้น ดังนั้นเมื่อเขาพบกับแม่ทัพเซี่ย และรายงานความตามที่อ๋องรัฐฉินสั่งมาเรียบร้อยแล้ว จึงแนะนำให้กองทัพจิ้น ถือโอกาสตอนที่กำลังหนุนของทัพฉินยังไม่มา เข้าจู่โจมเมืองลั่วเจี้ยนก่อน แม่ทัพเซี่ยเห็นด้วยจึงนำกองกำลังจู่โจม ผลคือได้ชัยชนะกลับมาทำให้กองทหารจิ้นคึกคักอักโข ดังนั้นจึงเดินทัพมาตั้งค่าย ณ อีกฝั่งของริมน้ำเฝยสุ่ย (ปัจจุบันคือแม่น้ำเฝย สาขาแม่น้ำหวยเหอทางภาคกลางของมณฑลอันฮุยในปัจจุบัน)

เมื่อฝูเจียนได้รับข่าวว่าทหารจิ้นชนะและมาตั้งค่าย ณ อีกฝั่งของริมน้ำเฝยสุ่ย ก็ตกใจมากและรีบขึ้นไปมองดูจากบนกำแพงเมือง เมื่อมองไปไกลๆ เห็นกองทหารจิ้น ตั้งค่ายอย่างเป็นระบบระเบียบ มั่มคงยิ่งนัก จนอ๋องฝูเจียนลอบชมเชยเบาๆ

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่ออ๋องรัฐฉินมองขึ้นไปยังยอดเขาปากงซาน คลับคล้ายว่าคลาคล่ำไปด้วยกองทหารจิ้นที่กำลังโบกสะบัดธงแห่งชัยชนะ ซึ่งหากเพ่งดูอย่างละเอียดนั่นเป็นเพียงต้นไม้ใบหญ้าที่กำลังไหวเอนไปมาไม่ มีทหารจิ้นแม้สักผู้เดียว แต่อ๋องฝูเจียนตาฝาด พลันเห็นเป็นกองทัพที่แสนจะเข้มแข็งและทรงพลานุภาพ จึงเกิดความตระหนกอย่างยิ่ง จนต้องกล่าวออกมาว่า
“นี่คือกองทัพอันยิ่งใหญ่ เหตุใดจึงกล่าวว่ากองทัพจิ้นอ่อนแอ?”

หลังจากนั้นไม่นาน อ๋องฝูเจียนก็สั่งกองทหารทำทีเป็นถอยทัพเพื่อให้กองทัพจิ้นข้ามมารบกันที่ ฝั่งน้ำด้านนี้ โดยวางแผนว่าเมื่อทหารจิ้นข้ามมาถึงกลางน้ำ ฝ่ายกองทัพฉินก็จะลงมือโจมตีทันที

แต่เนื่องจากทหารเฉียนฉินบางส่วนได้รับฟังคำกล่าวปากต่อปากว่าทหารจิ้นเข้ม แข็งยิ่งนักจึงเกิดความกลัว พอมีคำสั่งถอยทัพ ก็หันหลังวิ่งหนีไปจริงๆ ประกอบกับเมื่อทัพจิ้นยกข้ามมา จูซี่ว์ ได้ตะโกนว่า “ทัพฉินแพ้แล้วๆ” ทำให้กองทหารฉินที่อยู่เบื้องหลังเห็นเพียงแต่ทหารกองหน้าวิ่งหนีกลับเข้ามา และได้ยินคำกล่าวนั้นต่างปักใจเชื่อว่าเป็นจริงจึงวิ่งหนีเอาตัวรอดด้วย

ผลของการสู้รบรัฐเฉียนฉินจึงพ่ายแพ้ให้กับตงจิ้นอย่างราบคาบ

การศึกครั้งนี้ เป็นการศึกครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์จีน โดยเรียกว่า “เฝยสุ่ยจือจั้น” หรือ “การศึกที่แม่น้ำเฝย” เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการศึกที่ใช้คนน้อยชนะคนมาก คนอ่อนแอชนะคนเข้มแข็ง

ภายหลัง “เฉ่ามู่เจียปิง” หรือ เหมาว่าต้นไม้ใบหญ้าต่างเป็นทหารศัตรู ถูกนำมาเป็นสุภาษิต ใช้เปรียบเทียบกับอาการกลัวเกินกว่าเหตุ กลัวจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.somdom.com/archiver/tid-3487.html