เรียนภาษาจีนกับอาจารย์อี้

Mar 252013
 

เกร็ดมังกร ตอน ทำไมอักษรจีนเขียนจากบนลงล่าง ไล่บรรทัดจากขวาไปซ้าย?
甲骨文อักษรบนกระดูกสัตว์ 竹简/牍อักษรที่บันทึกบนม้วนไม้ไผ่ ส่งผลต่อวัฒนธรรมการเขียนภาษาจีนอย่างไร?

หลายคนเข้าใจได้ไม่ยากว่า การเขียนจากบนลงล่างนั้นเพราะ อักษรจีนสมัยเเรกเริ่ม เขียนด้วยวิธี เขียนฝาผนัง เเกะสลักลงกระดูกสัตว์ เเล้วค่อยเปลี่ยนเป็นการเขียนด้วยพู่กัน ซึ่ง การเขียนในเเนวดิ่งย่อมง่ายกว่า เช่น เขียนฝาผนัง ผู้เขียนไม่ต้องเดินกลับไปกลับมา สามารถเขียนเเนวดิงเสร็จเเถวหนึ่งเเล้วขึ้นเเถวใหม่โดยขยับไปอีกเเค่ก้าวเดียว หรือการเเกะบนกระดูกสัตว์ การกดกระดูกสัตว์ให้ติดกับพื้น/ของเเข็ง ในเเนวตั้ง จะมั่นคงกว่า การกดวางในเเนวนอน(เอามือกดไว้ตรงข้างบนเเล้ว เเกะไล่ลงมาในเเนวดิ่ง) ส่วนการเขียนพู่กัน การเขียนเเนวดิ่งก็เอื้อต่อการเขียนโดยไม่มีเส้นบรรทัดกำกับอยู่เเล้ว

เเต่ทำไมต้องเขียนจากขวาไปซ้ายล่ะ เพราะหลายคนมองว่า ถ้าเขียนจากขวาไปซ้าย เเขนของคนเขียน(ถือพู่กันมือขวา) ก็จะวางทับตัวอักษรที่ตัวเองเขียนไปนะสิ ตัวอักษรก็เลอะพอดี ทำไมไม่เขียนจากซ้ายไปขวา?

ข้อสันนิษฐานของนักวิทยาศาสตร์เเละนักโบราณคดีมีดังนี้ครับ

1.ถ้าเป็นกรณีอักษร甲骨文ที่เเกะลงกระดูกสัตว์ น่าจะเกิดจากการลงหมึกเป็นเเบบอักษรก่อนโดยผู้ที่มีความรู้ เเล้วค่อยให้ช่างฝีมือใช้มีดเเกะตามรอยหมึก เพราะครั้นจะให้ผู้มีความรู้มานั่งเขียนเองเเละเเกะเองคงเสียเวลามาก การเขียนต้องพึ่งความรู้ เเต่การเเกะเป็นงานเเรงงาน ช่างเเกะไม่จำเป็นต้องมีความรู้เยอะ เเค่พออ่านออก ไม่งงก็พอเเล้ว จึงเกิดการเเบ่งหน้าที่กัน ให้นักวิชาการเขียนด้วยหมึก จะเขียนเร็วกว่ามาก เเล้วค่อยให้ ทีมช่างเเกะสลักเเบ่งกันไปเเกะต่อ

มีข้อสันนิษฐานอีกเเบบหนึ่งคือ ในยุคโบราณ การอ่านไล่จากขวาไปซ้ายหรือซ้ายไปขวา ง่ายพอๆกัน เพราะตัวหนังสือมีขนาดใหญ่เละตาไม่จำเป็นต้องก้มใกล้กับตัวหนังสือมาก ที่สำคัญ การบันทึกอักษรในยุคเเรกๆส่วนมากเกิดขึ้นในพิธีกรรมทางความเชื่อ เช่นบันทึกคำทำนาย คำพยากรณ์ของหมอผีเป็นต้น ฉะนั้น คนออกเเบบวิธีอ่านจึงคำนึงถึงขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นหลัก ซึ่งคนจีนโบราณยึดถือ ฟ้าอยู่เหนือ ดินอยู่ล่าง ขวาเป็นหลัก ซ้ายเป็นรอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงเรียงจากขวาไปซ้าย (บางความเชื่อที่มีการเีรียนจากซ้ายไปขวาเกิดขึ้นในภายหลัง) ฉะนั้น การเขียน/บันทึกข้อความในพิธีกรรม ต้องไล่จากบนลงล่าง ขวาไปซ้ายเสมอนั่นเอง จึกกลายเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา

เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมจำเป็นต้องเเกะจากขวามาซ้ายครับ เพราะถ้าเเกะจากซ้ายมาขวา สันมือของช่างก็จะไปโดนหมึกตัวอักษรที่อยู่ข้างขวาตลอดเวลา ตัวหนังสือก็จะถูกลบหรือถูกทำเลอะอย่างเเน่นอน ฉะนั้นต้องเเกะจากขวามาซ้าย สันมือก็จะไม่โดยหมึกตัวอักษรที่ยังไม่เเกะ จึงเป็นที่มาของ วิธีเเบบ บนลงล่าง ขวาไปซ้าย นั่นเอง

2.ในกรณีของม้วนอักษรไม้ไผ่竹简/牍 ซึ่งเขียนด้วยหมึกล้วน ไม่มีการเเกะสลัก ทำไมยังเขียนจากขวาไปซ้ายล่ะ? คำอธิบายคือ ในความเป็นจริง ในระยะเเรกของการคิดค้นม้วนอักษรไม้ไผ่ คนโบราณจะเขียนเป็นซี่ๆก่อน เเล้วค่อยเอาซี่ไม้ไผ่มาร้อยเป็นเล่มภายหลังครับ เพราะในระยะเเรกอาจจะยังไม่มีกรรมวิธีป้องกันการขึ้นราของไม้ไผ่ ถ้าร้อยไว้ตั้งเเต่เเรก เกิดมีซี่หนึ่งดันขึ้นรา ก็จะต้องเอาออก ร้อยเข้าไปใหม่ เสียเวลาโดยใช่เหตุ เเละอีกประการคือ เอาเข้าจริงๆ ผู้เขียนบางครั้งก็ไม่รู้ว่า ต้องเขียนมากหรือน้อยเเค่ไหน ถ้าบทความสั้นมาก เเต่ม้วนไม้ไผ่ดันยาว ก็เหลือพื้นที่ว่างเปล่า กลายเป็นความสิ้นเปลือง ฉะนั้น การเขียนยุคเเรกจะเป็นการ เลือกเเผ่น/ซี่ไม้ไผ่มาเขียนทีละซี่ โดยเเผ่นเเรกกับเเผ่นสุดท้ายมีเครื่องหมายกำกับไว้ด้านหลัง (ส่วนซี่ระหว่างบทความไม่ต้องทำเครื่อหมาย เพราะเนื้อหาที่เขียนลงไปมันต้องเชื่อมต่อกันอ่านรู้เรื่องอยู่เเล้ว) ฉะนั้นกว่าจะเป็นหนังสือหนึ่งเล่มมันจะผ่านกระบวนการ 2 ขั้นตอน คือ เขียนเป็นซี่ๆ เเล้วค่อยร้อยเป็นเล่มๆ

การเขียนเป็นซี่ย่อมต้องเขียนจากบนลงล่าง เพราะสะดวกเเก่ผู้เขียนเเละควบคุมความบรรจงเเละความสวยงามได้ง่าย

ส่วนเย็บเล่ม ผู้เย็บเล่มก็คำนึงถึง วิธีการคลี่อ่านเป็นหลัก ซึ่งคนส่วนใหญ่ถนัดขวา ใช้มือข้างที่ถนัดจับม้วนไม้ไผ่ไว้(ม้วนไม้ไผ่ค่อนข้างหนัก)ให้มั่นคง เเล้วใช้มือซ้ายคลี่เบาๆ ก็อ่านได้ถนัดเเล้วครับ ด้วยเหตุนี้ ผู้เย็บเล่มเขาก็ต้องเย็บบรรทัดเเรกให้อยู่ข้างขวาโดยปริยาย เป็นที่มาของการไล่บรรทัดจากขวาไปซ้ายในภาษาจีน

ส่วนการเขียนจากซ้ายไปขวา ไล่บรรทัดจากบนลงล่างตามหลักสากลนั้น เกิดขึ้นในยุคหลังราชวงศ์清 เป็นยุคที่เลิกใช้พู่กัน เเต่ใช้ดินสอกับปากกา กระดาษมีน้ำหนักเบาใช้มือซ้ายกดไว้เบาๆก็สามารถลากเส้นจากซ้ายไปขวาได้สบายๆ เเละการเขียนตามเเนวขวางก็สบายตากว่า เพราะการใช้ดินสอปากกาเขียนหนังสือ ระยะการมองระหว่างตากับกระดาษมันใกล้มาก ถ้ายังอ่านจากบนลงล่างจะปวดตาเเละตาลายได้ง่ายๆครับ

ประมาณนั้น สวัสดี(-/i\-)

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

Mar 252013
 
ประวัติศาสตร์จีน

ประวัติศาสตร์จีน

春秋ใบไม้ผลิเเละใบไม้ร่วง เเละยังมีความหมายอื่น คือ 1ปี
ในเชิงประวัติศาสตร์ ก่อนราชวงศ์ฉินก็มียุคที่เรียกว่า 春秋战国(ยุคชุนชิว-จ้านกั๋ว) ชุนชิว春秋เป็นยุคเเห่งความรู้เเละการโต้วาทะ เหตุที่ได้ชื่อว่ายุคชุนชิว春秋เพราะคำโบราณคำว่า 春秋ยังสามารถเเปลว่า “การบันทึก” นั่นหมายความว่า เป็นยุคเเห่งการบันทึกความรู้ ยุคที่ให้ความสำคัญกับปัญญาชน ส่วนยุค战国คือยุคเเห่งสงครามเเว่นเเคว้น (คำว่าจ้าน战เเปลว่าสงคราม/การรบ)

เรื่องย่อมีอยู่ว่า ช่วงปลายราชวงศ์โจว周 เเผ่นดินจีนมากด้วยนักปราชญ์ปัญญาชน นิยมเอาชนะด้วยเหตุผลมากกว่าใช้กำลัง เเต่เมื่อนานวันเข้า การถกเถียงกลายเป็นความบาดหมาง เหล่าขุนศึกที่รอโอกาสมานานก็อาศัยการปลุกระดม ทำลายความอดทนของสังคม ประกาศสงคราม เข้าสู่ยุคของความวุ่นวาย กลายเป็นยุคที่โจรเป็นเจ้า เจ้าเป็นหุ่นเชิด เเละท่ามกลางความวุ่นวาย ผลสุดท้าย เหล่าขุนศึกโจรที่อยากจะเป็นเจ้าเสียเองก็ต้องเจอกับมหาโจรที่ชื่อ หยิงเจิ้ง赢政(เจ้าชายเเห่งเเคว้ยฉิน秦) หยิงเจิ้งโค่นหกเเคว้น ก่อตั้งประเทศเเห่งศูนย์กลาง(中国) กลายเป็นฮ่องเต้องค์เเรกในเเผ่นดินจีน นาม秦始皇帝(ฉินสื่อหวางตี้/จิ๋นซีฮ่องเต้)
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่คนหมู่มากเขลาความรู้ ไม่เห็นคุณค่าของการศึกษาเเละการหารือถกเถียงด้วยสติปัญญา ก็เป็นโอกาสของโจรบ้าพลัง สุดท้าย ประเทศวุ่นวาย เเละลงเอยด้วยการถือกำเนิดของมหาโจร …เสร็จโจรล่ะทีนี้

เเละในโลกนี้น้อยนักทีมหาโจรจะคิดสร้างสรรค์ จิ๋นซีฮ่องเต้ยึดวิถีแบบมหาโจรผู้เหี้ยมโหดเกือบตลอดชีวิต คิดสร้างสรรค์สร้างเเผ่นดินใหม่เพียงไม่นานก็ถึงเเก่กรรม โจรกลับใจตอนเเก่เช่นนี้ก็เป็นเเค่ตัวอย่างหนึ่งในร้อยที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ฉันใด

ฉันนั้น การฝากความหวังไว้กับโจรก็เป็นเรื่องโง่เขลา

  • 春季 chun1ji4 ฤดูใบไม้ผลิ
  • 季节 ji4jie2 ฤดูกาล
  • 赛季 sai4ji4 ฤดูกาลเเข่งขัน
  • 联赛 lian2sai4 การเเข่งขันเเบบสมาพันธ์/การเเข่งขันลีค *เช่น 英格兰足球超级联赛 การเเข่งขันพลีเมียลีคเเห่งอังกฤษ

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

Mar 252013
 

จากคณะผู้ก่อการ HSK ตอน 一五一十话说成语 เข้าใจสุภาษิตจีนจากเลข1 ถึง10
การทำความเข้าใจคำสุภาษิตจีนไม่ใช่การท่องจำความหมายเพียงอย่างเดียว เพราะคำสุภาษิตจีนมักทำหน้าที่เป็น “คำจำกัดความ” เพื่ออธิบายสถานการณ์ หรือ เพื่อเป็นตัวอย่างเตือนสติคนเรา อักษรเพียง4ตัวย่อมไม่ได้หยิบจับมาเพื่อให้ครบความเท่านั้น วันนี้เรามาดูตัวเลข1ถึง10ว่ามีความสำคัญต่อ “การจำกัดความ” ของสุภาษิตจีนอย่างไร ดูในภาพ

เลข1-4มักสื่อถึงความเป็นเอกภาพและความแตกแยก/กระจัดกระจาย ตัวอย่างเช่น :

  • 一心一意(yìxīnyíyì) รักเดียวใจเดียว / ตั้งใจมุ่งมั่นเพื่อสิ่งเดียวเท่านั้น
  • 矢忠不二(shǐzhōngbùèr) บ่าวดีไม่มีสองนาย *ปัจจุบันยังมีสำนวน
  • 忠心不二(zhōngxīnbúèr)ซื่อสัตย์จงรักภักดี
  • 三心二意(sānxīnèryì) สองจิตสองใจ โลเล
  • 不三不四(bùsānbúsì) นอกลู่นอกทาง เอาดีไม่ได้สักอย่าง
  • 颠三倒四(diānsāndǎosì) มั่วไปหมด ไร้หลักการ ไร้ทิศทาง
  • 四面八方(sìmiànbāfāng) มีทุกทิศ หรือ ทั่วสารทิศ
    เลข 6 7 8 มักสื่อถึงความอลหม่าน มีมากจนไม่อาจควบคุม
  • 三头六臂(sāntóuliùbì) สามเศียรหกกร ฤทธิ์มาก ควบคุมยาก **(มาจากลักษณะของเทพนาจา ซึ่งเป็นคนเกเรและฤทธิ์มาก)
  • 七嘴八舌(qīzuǐbāshé) แย่งกันพูดจนฟังไม่ได้ศัพท์
  • 七上八下(qīshàngbāxià) ตุ้มๆต่อมๆ (ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ หมายถึง ว้าวุ่น สับสน)
    เลข 9 มักสื่อถึงความเต็มที่ ใกล้ความจริง
  • 八九不离十(bājiǔbùlíshí) ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง สำนวนที่คล้ายกัน 十有九八 ถึงไม่สิบก็มีแปดมีเก้า (มีความเป็นไปได้สูง มั่นใจมาก)
  • 九牛二虎之力(jiǔniúèrhǔzhīlì) ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ สุดกำลังความสามารถ ประมาณว่าใช้แรงพอๆกับวัวเก้าตัวกับเสืออีกสองตัวมารวมกัน
    เลข10 มักสื่อถึงความครบถ้วน
  • 十全十美(shíquánshíměi)สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ
  • 一五一十(yīwǔyīshí) จะนับ1-5 หรือ1-10 ก็ครบหมดไม่มีตกหล่นแม้แต่ตัวเดียว (หมายถึงการอธิบายอย่างละเอียด)

จบประกาศ

ปล.ประชาสัมพันธ์หน่อย ใกล้งานหนังสือเเล้ว ขอฝาก “คำจำกัดความ” หนังสือดี อ่านสนุก โดย ชนพ ศิริกมลมาศ นักเขียนอารมณ์ดีน่าค้นหา เเละยังโสด(มาก) ไว้ในอ้อมใจนักอ่านทุกท่านครับ “คำจำกัดความ” เป็นอย่างไร…ไม่บอก เเต่พี่อี้ขอบอก ต้องไปหาอ่านด่วน

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

Mar 222013
 

(**ข้อสอบPAT7.4 มีนา54 / เทียบเท่าHSKระดับ3-4)

  • โจทย์: 你放心吧,医生跟我说伯伯的病不要紧。คำว่า要紧สามารถเเทนที่ด้วยตัวเลือกใด?
    ตัวเลือก:重要/严重/无所谓/紧张

อันว่า ผู้หญิงไม่ชอบเเสดงความรู้สึก เเต่มีสิทธิ์งอนถ้าไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เป็นสัจธรรมของโลก น้องเเพทก็เหมือนกันครับ หลายครั้งที่น้องเเพทไม่ยอมบอกตรงๆ เเต่เราต้องตอบให้ตรงใจน้องเเพท ข้อสอบข้อนี้ วัดความเข้าใจ ไม่ได้วัดการท่องจำ

ถ้าเราใช้หลักท่องจำ เราอาจตอบผิด เพราะ要紧มีความหมายครอบคลุมได้ตั้งเเต่ 重要(สำคัญ) 严重(ร้ายเเรง) 紧张(เครียด/เร่งรีบ) หรือเเปลว่า急切(เร่งรีบ)ก็ยังได้ เเล้วเเต่กรณีครับ

กรณีคำว่า 要紧เเปลว่า สำคัญ เพราะเป็นรูปภาษาพูดของ重要 เช่น ถ้าเราบอกว่า ฉันมีเรื่องสำคัญต้องบอกคุณ เราจะพูดว่า我有重要事情跟你说/我有要紧事跟你说

หรืออีกกรณีหนึ่ง 要紧อาจจะมาจากคำว่า不要紧ก็ได้ 不要紧เเปลว่า ไม่เป็นไร/ไม่เครียด/เรื่องเล็ก(=没关系) ถ้าเเปลตรงตัวเเบบนี้บางคนอาจจะเข้าใจผิดไปไกล คิดว่า 要紧เเปลว่า เครียด/เรื่องใหญ่ จึง=紧张/急切 ตึงเครียด/เร่งรีบ Continue reading »

Mar 222013
 

จีบน้องPAT ซอย7.4 ตอน สำนวนน้องแพท 心眼 干脆 果断 耐心 …
ข้อสอบPAT7.4ประเภทความความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสำนวนเป็นข้อสอบที่ค่อนข้างยากสำหรับนักเรียนม.ปลาย เพราะคำศัพท์สำนวนที่ออกสอบบางครั้งก็ไม่มีในตำราเรียน แต่เกิดจากการผสมกันของคำโดดที่เราเคยผ่านตาในตำราเรียนมากกว่า อาการแรกที่เกิดกับนักเรียนคือ เอ๊ะ คำนี้เคยเห็น…แต่ทำไมอ่านโจทย์ไม่เข้าใจ?

มาดูตัวอย่างข้อนี้ครับ:

  • 心眼(xīnyǎn)=จิตใจ (* คำที่ความหมายคล้ายกันและเห็นในข้อสอบบ่อยๆได้แก่ 心肠(xīncháng) จิตใจ)
  • 就是(jiùshì)คำนี้ปกติแปลว่า ก็คือ… แต่ในกรณีนี้ เราต้องมองให้ออกมา มันเป็นรูปประโยค
    “คำนาม+是好 , 就是+….” หรือ “คำนาม+好是好, 就是+….” ไม่สามารถแปลตรงตัวว่า ก็คือ…
    แปลเป็นไทยว่า “…มันก็ดีอยู่หรอก แต่เสียตรงที่…” / “…ก็ดีอยู่หรอก แต่เสียอย่างเดียว…”

รูปประโยค “คำนาม+是好 , 就是+….” หรือ “คำนาม+好是好, 就是+….”

  • 办事(bànshì)ทำงาน / ทำอะไรก็ตาม / จัดการธุระ
  • 不干脆(bùgāncuì) ไม่เด็ดขาด 干=แห้ง 脆=กรอบ แต่เมื่อสองคำรวมกัน กลายเป็นคำว่า “เด็ดขาด” (ประมาณว่า เปรียบเทียมได้กับสิ่งที่แห้งกรอบ ถ้าจะหัก ก็หักแล้วหักดังโป๊ะเลย ไม่มีงอ ไม่มีจังหวะยืดยาด)
  • 他这个人心眼好是好,就是办事不干脆。
    Tāzhègerénxīnyǎnhǎoshìhǎo ,jiùshìbànshìbùgāncuì。
    คนอย่างเขาจิตใจก็ดีอยู่หรอก เสียอย่างเดียวตรงที่ทำอะไรไม่มีความเด็ดขาด

การเข้าใจที่ไปที่มาของสำนวนมันจะสำคัญตรงนี้แหล่ะครับ เมื่อเรารู้ที่ไปที่มาของคำว่า 干脆(เด็ดขาด มาจากคุณสมบัติแห้งกรอบที่หักแล้วหักเลยไม่มียื้อ) เราก็สามารถเห็นความสัมพันธ์ของคำศัพท์ที่มีลักษรณะที่มาของคำคล้ายคลึงกัน อย่างช้อยส์ข้อ1 果断(guǒduàn) 果=ผล 断=ตัดขาด/ตัดสิน รวมความว่า เมื่อรู้ผลก็ตัดสินได้เลย ซึ่งก็แปลว่า “เด็ดขาด” นั่นเอง คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ1 ครับ

ส่วนช้อยอื่นๆ 诚实=ซื่อสัตย์ 耐心=มีความอดทนอดกลั้น(ใจเย็น) 仔细=ตั้งใจ/ละเอียดละออ
ความรู้เพิ่มเติม คำว่า อดทน ในภาษาจีนมีอยู่หลายคำ แต่ใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน

  • 耐心(nàixīn)=มีความอดทนอดกลั้น(ใจเย็น)
  • 耐=ทนทาน(มีคุณสมบัติทางกายภาพที่แข็งแกร่ง ใช้กับสิ่งของ วัสดุ อุปกรณ์ เช่น 耐用(nàiyòng)คุณภาพทนทาน/ใช้งานได้ดี
  • 忍(rěn)=อดกลั้น(มีจิตใจที่แข็งแกร่ง หมายถึงทนความเจ็บปวด ทนต่ออารมณ์ )
  • 忍耐=อดทนอดกลั้น เป็นรูปคำเต็มของ忍(ใช้กับจิตใจ)
  • 撑住(chēngzhù)=อดทนไว้ / ฝืนไว้/ต้านไว้/อย่ายอมแพ้ เช่น คนกำลังจะตาย เราพยายามบอกเขาว่า “นายต้องอย่ายอมแพ้นะ / อดทนไว้นะ”

เห็นไหมครับว่า การเข้าใจที่มาของสำนวน และ รากศัพท์สำคัญมาก และการทบทวนท่องศัพท์ ควรจะใส่ใจกับคำประสม สำนวน เป็นพิเศษ ถ้าเราท่องแต่คำโดด เวลาเจอสำนวน คำประสม กลุ่มคำ หรือแม้แต่รูปประโยค เราก็จะงงครับ

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

Mar 212013
 

จีบน้องเเพทซอย7.4 ตอน “เข้าใจ”บ้างสิเธอว์
ความเเตกต่างระหว่างคำว่า 理解 กับ 了解 ซึ่งเเปลว่า เข้าใจทั้งคู่ ต้องมองที่รากศัพท์ก่อนครับ

解 jiě คือคลี่คลาย 理 lǐ คือเหตุผล/หลักการ 了 liǎo คือ ผ่านพ้น/อดีต

  • 理解 [lǐjiě] คือ เข้าใจหลักการ/เหตุผล ฉะนั้น ใช้กับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องหลักการ เรื่องเหตุผล เรื่องวิธีการหรือเเม้เเต่ เรื่องวิชาการ เช่น ถ้าพูดว่า “ผมไม่เข้าใจข้อสอบข้อนี้” นั่นหมายความว่าเราไม่เข้าใจหลักการในการเเก้โจทย์ …เราต้องพุดว่า 我不理解这条考题。
  • 了解คือ เข้าใจด้วยสิ่งที่ผ่านพ้นไป หรือ เข้าใจจากประสบการณ์เเละระยะเวลานั่นเอง ฉะนั้น ถ้าเป็นกรณี เเม่เข้าใจลูก ฉันเข้าใจประเทศไทย เขาเข้าใจพื้นที่ภูมิศาสตร์เเถบนี้ ก็ควรจะใช้คำว่า 了解 เช่น 妈妈最了解我คุณเเม่เข้าใจผมที่สุด 他很了解中国文化เขาเข้าใจวัฒนธรรมจีนอย่างดี

ถ้าสมมติโจทย์ออกว่า 我真不___为什么他这样做。 เราควรจะใช้คำไหนดี เราก็ต้องมาวิเคราะห์ที่คำว่า 这样做(ทำเช่นนี้/จัดการเเบบนี้) คำนี้หมายถึง ทำบางอย่างด้วย”วิธีการ”บางอย่าง ซึ่งวิธีการก็คือหลักเหตุผล ไม่ใช่ประสบการณ์ ย่อมต้องใช้คำว่า理解ครับ ตอบว่า 我真不理解为什么他这样做。ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมเขาถึงทำเเบบนี้/จัดการเเบบนี้

เสริมท้าย…

  • 懂 รู้เรื่อง(ฟังออก)/เข้าใจ/มีความรู้เกี่ยวกับ… เช่น 我懂中文ฉันฟังภาษาจีนรู้เรื่อง
  • 知道 รู้/รู้จัก(บุคคล)  เช่น 我知道นิชคุณ ฉันรู้จัก/รู้เกี่ยวกับนิชคุณ
  • 明白เข้าใจเเจ่มเเส้ง/ถึงบางอ้อเเล้ว
  • 懂 กับ 明白เป็นภาษาพูด ; 理解 กับ 了解เป็นภาษาเขียน

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

Mar 212013
 

จีบน้องPAT ซอย7.4  ตอน น้องแพทดุมว้าก!! (จากข้อสอบPAT7.4ปี54) *HSKระดับ3ก็มาอ่านได้

#ข้อที่1#

  • 我们的老师____新来的同学很热情。เราควรจะเลือกตัวเลือกไหนดี?

ข้อสอบข้อนี้กำลังวัดความเข้าใจเรื่องการเปรียบเทียบ 对 กับ 跟 เพราะทั้งคู่สามารถแปลเป็นคำว่า “กับ/ต่อ” สองคำนี้ใช้ในการแต่งประโยค ทำอะไรสักอย่าง “กับ”ใครสักคน (A xxx กับB…เอ่อม…xxx เป็นตัวแปรแทนการกระทำใดๆเฉยๆครับ อย่าคิดลึก)

ความจริง โดยทั่วไปแล้ว

  • 对แปลว่า รู้สึกอะไรสักอย่าง “ต่อ”ใครสักคน(ใช้กับadj.)
  • 跟แปลว่า ทำอะไรสักอย่าง “กับ”ใครสักคน(ใช้กับV.) Continue reading »
Mar 212013
 

ตอน เรื่องของกู孤
หลายท่านอาจคิดว่าผมเล่นมุขคำพ้องเสียงจีน-ไทยเฉยๆ ความจริงไม่ได้ต้องการอธิบายคำว่า กู เเต่หมายถึง孤ต่างหาก เเต่อันที่จริงของอันที่จริงอีกที ผมหมายถึงคำว่า กู ของกูมึง นั่นเเหล่ะครับ

เรื่องมีอยู่ว่า ความจริงในยุคสมัยก่อนยุคชุนชิว春秋 ภาษาจีนก็ปรากฏสรรพนามบุรุษที่หนึ่งคำว่า กู孤 เเล้ว มีความหมายว่า “ข้าพเจ้า” เป็นสรรพนามบุรุษที่หนึ่งสำหรับเจ้าเเห่งเเคว้น/อ๋อง นั่นเอง (ก่อนยุคราชวงศ์ฉิน秦ไม่มีฮ่องเต้ มีเเต่่ท่านอ๋อง王wang2)

ในภาพยนตร์จีนเเนวพงศาวดาร เรามักจะได้ยินกษัตริย์ใช้สรรพนามเเทนตัวเองด้วยคำ 3 คำอันได้เเก่ 孤gu1 寡人gua3ren2 朕zhen4 เชื่อว่านักเรียนนักศึกษาคงสงสัยว่าคำเหล่านี้ต่างกันอย่างไร

คำตอบก็คือ ประการเเรก เป็นคำที่ใช้ในยุคสมัยที่เเตกต่างกันครับ คำว่า 孤gu1 寡人gua3ren2 เป็นสรรพนามบุรุษที่หนึ่งสำหรับกษัตริย์ ในยุคชุนชิว春秋(รวมราชวงศ์ฉิน秦) เเต่ต่อมา เมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้ 秦始皇帝 รวมรวมเเผ่นดินเป็นปึกเเผ่นเเล้ว ได้บัญญัติคำว่า 皇帝/ฮ่องเต้ ขึ้นมา เพื่อเป็นราชันย์ในหมู่ราชันย์ จึงได้มีการกำหนดสรรพนามของฮ่องเต้ขึ้น นั่นคือคำว่า 朕 นั่นเอง ส่วนคำว่า孤gu1 寡人gua3ren2ถูกลดฐานะลงเป็นสรรพนามสำหรับอ๋องเเละศักดินาที่ได้รับการเเต่งตั้ง

เช่นในยุคสามก๊ก(ปลายราชวงศ์ฮั่น) เล่าปี่ ซุนกวน เเละโจโฉไม่เคยเรียกตัวเองว่า朕 เเต่จะใช้เเค่คำว่า孤gu1 หรือไม่ก็ 寡人gua3ren2 เท่านั้น เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นฮ่องเต้ มีเเต่พระเจ้าเฮี่ยนเต้ ถึงจะใช้สรรพนามเเทนตัวเองว่า朕

ส่วน孤gu1 กับคำว่า 寡人gua3ren2 ต่างกันไหม คำตอบคือ โดยทั่วไป คนทางภาคกลางจนถึงใต้(ใกล้พม่า ไทย เขมร) นิยมใช้孤gu1 ส่วนคนทางเหนือใช้คำว่า寡人gua3ren2

ด้วยเหตุนี้จึงไม่เเปลก หากภาษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีคำบางคำ เป็นคำพ้องเสียงเเถมยังพ้องความหมายกับภาษาจีน ดังเช่นคำว่า 孤gu1 กับ กู นั่นเอง

ส่วนคราวหน้าจะมี เรื่องของมึง เเล้วก็เรื่องของเเม่งด้วยไหม? โปรดติดตามตอนต่อไป

สวัสดี(- /i\ -)
ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

Mar 202013
 

จีบน้องเเพทซอย7.4 ตอน有 / 没有เรื่องง่ายเเต่อย่ามองข้าม

หลายคนอาจไม่เคยสังเกตุ คำว่า 有 / 没有 มีความหมายอื่นนอกจาก มี / ไม่มี กรณีทั่วไป 有 / 没有เเปลว่า มี/ไม่มี เช่น

  • 有钱 /没有钱 มีเงิน/ไม่มีเงิน
  • เเต่ในกรณีที่ 有 / 没有ตามหลังด้วยคำกริยา ความหมายจะเปลี่ยนไป เช่น 他没有吃 เขาไม่ได้กิน (ตรงนี้สังเกตุให้ดีนะครับ คนละความหมายกับ 他不吃เขาไม่กิน)

*他没有吃 เขาไม่ได้กิน(เป็นการบอกเล่าสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น/ส่วนอนาคตจะเกิดขึ้นไหมก็ไม่รู้) * หรือกรณีเราไม่ยอมรับสิ่งที่คนอื่นกล่าวหา เราก็สามารถใช้รูปนี้ได้ เช่น 我没有吃 ฉันไม่ได้กินนะ

**他不吃 เขาไม่กิน *หรืออาจหมายถึง เขาไม่ยอมกิน/เขาไม่ชอบกิน(เป็นประโยคปฏิเสธ/ไม่มีวันเกิดขึ้น/ไม่ชอบให้เกิดขึ้น)

สรุป:

  • 没有+คำนาม = ไม่มีxx
  • 没有+คำกริยา =ไม่ได้xx *ไม่ได้ทำบางสิ่ง/ไม่ยอมรับว่าเคยทำ)
  • 不+คำกริยา=ไม่xx *ไม่ทำ / ไม่ยอมทำ /ไม่ชอบ

คราวนี้มาดูคำว่า 有

  • 有+คำนาม=มีxx เช่น 我有本子ฉันมีสมุด
  • 有+คำกริยา= ได้xx/เคยXX (ได้ทำบางสิ่ง/ยอมรับว่าทำไปเเล้ว) เช่น กรณีคนถามเราว่า 你有没有来过上海?(คุณเคยมาเซี่ยงไฮ้หรือเปล่า) เราสามารถตอบห้วนๆย้อนรูปคำถามได้เลยว่า 有啊(เคยสิ) หรือตอบ 我有来过(ฉันเคยมา)

เเต่เหตุที่ปกติเราไม่ค่อยเห็นคนจีนใช้รูปประโยค我有来过(ฉันเคยมา) เพราะคนจีนนิยมย่อเหลือ 我来过มากกว่า
อีกกรณีหนึ่ง ถ้ามีคนถามว่า 你有没有吃早饭 คุณทานมื้อเช้าหรือยัง เราก็สามารถตอบได้ 2เเบบ คือ 我吃了 หรือ 我有吃 หรือตอบห้วนๆว่า吃了/ 有啊 ก็ได้ เเต่รูป 我吃了 นิยมมากกว่า

เห็นไหมครับว่า บางครั้ง เรื่องง่ายๆเเต่ถ้าเรารู้ไม่ครบ ตอนสอบเราก็สับสนได้นะครับ ฉะนั้น ใจเย็นๆครับ อะไรที่ง่ายๆก็อย่ามองข้าม ในการสอบ คนที่พื้นฐานไวยากรณ์ดีย่อมได้เปรียบมากครับ

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

Mar 202013
 
没法子 没办法 没门儿 没戏 没戏唱 คำเหล่านี้เหมือนกันเเละต่างกันอย่างไร?

  • 没法子/没办法=ไม่มีวิธีเเล้ว/หมดทางสู้/จนปัญญา
  • 没门儿 = ไม่มีทาง! ฝันไปเถอะ! ใช้ในกรณีปฏิเสธ/พูดตัดบทอย่างไม่ใยดี ใช้เป็น”สำนวนสำเร็จรูป” ที่ไม่นิยมกับโครงสร้างประโยคอื่น เหมือนกับคำว่า 不行ไม่ได้ 不成ไม่เอาด้วย/ไม่มีทาง (เเต่ถ้าเอาไว้ท้ายสุดของประโยคก็พอจะอนุโลมได้ในภาษาพูด)
  • **法子/没办法 ใช้เป็น”ขยายภาคเเสดง”ได้(วางไว้หน้า การกระทำ) เช่น 我没法子帮你。ผมจนปัญญาที่จะช่วยคุณเเล้วหล่ะกรณีนี้เราไม่สามารถใช้คำว่า没门儿
    • 我没法子帮你。(ถูก)
    • 我没门儿帮你。(ผิด) * ระวังครับ บางครั้งเราอาจได้ยินคนจีนพูดเเบบนี้ เเต่ในเเง่ของหลักภาษา ถือว่าผิดครับ ใช้กับข้อสอบไม่ได้

ส่วน 没戏 没戏唱 ก็เป็นสำนวนสำเร็จรูป ไม่สามารถนำไปวางอยู่หน้าภาคเเสดง เช่นเดียวกับ 没门儿 *เเต่สามารถเชื่อมด้วย่就/可 เพื่อจบประโยคได้

  • 没戏=หมดหวัง/ทำอะไรไม่ได้เเล้ว *戏=เกม/ละคร 没戏ประมาณว่า ไม่มีเกมให้เล่นต่อเเล้ว/ไม่มีบทให้เล่นต่อเเล้ว(หมดหวัง)
  • 没戏唱 ใช้ได้2กรณี 1.คือ หมดหวัง(เท่ากับคำว่า没戏) 2.คือ ไปต่อไม่เป็นเลย/ทำอะไรไม่ถูก(เป็นสำนวนประชด) เช่น
    • 你来这个,我就没戏唱了。
    • หรือ 你来这个,我可没戏唱了。 โห นายทำเเบบนี้ ฉันไปต่อไม่เป็นเลยนะเนี่ย

จำไว้นะครับ สำนวนสำเร็จรูป คือสำนวนที่ความหมายจบในตัว ไม่นิยมเอาไปขยายอยู่หน้าโครงสร้างอื่นครับ ส่วนมากใช้เป็นรูปสั้นๆเพื่ออุทาน/สบถ/พูดตัดบท

  • 没门儿
  • 没戏
  • 没戏唱
  • 不行
  • 不成

คำเหล่านี้เป็นสำนวนสำเร็จรูปครับ
ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน