เรียนภาษาจีนกับอาจารย์อี้

May 242013
 

ความรู้จากอาจารย์อี้ค่ะ ยืมมาแบ่งปันอีกทีค่ะ

常常 chang2chang เเปลว่า ……เป็นประจำ
*(ใช้พูดถึงจำนวนความถี่)

總是 เเละ 往往 เเปลว่า มักจะ…
ส่วน老是lao3shi4เเปลว่า…อยู่เรื่อย
**(總是 老是 เเละ 往往 นอกจากใช้พูดถึงความถี่เเล้วยังใช้พูดถึง โอกาสความเป็นไปได้ / บ่งบอกอุปนิสัย ฉะนั้นในกรณีที่พูดถึงโอกาสความเป็นไปได้/อุปนิสัย จะเเทนด้วยคำว่า常常ไม่ได้)

สถานการณ์ใช้常常 ไม่ได้ เพราะเป็นการกล่าวถึงอุปนิสัย ไม่ใช่ความถี่
เช่น

  • 人總是善良的。 มนุษย์มักจะมีเมตตา
  • 孩子總是頑皮的 เด็กมักจะดื้อเเละซน
  • 他往往不吃早飯。 เขามักจะไม่ทานมื้อเช้า

คำว่า 老是 เเปลว่า …อยู่เรื่อย มักนิยมใช้ในกรณีที่รู้สึกน่ารำคาญ/เบื่อหน่าย/ชินชา เช่น

  • 你老是這樣! คุณเป็นเเบบนี้อยู่เรื่อย
  • 他老是遲到!เขามาสายอยู่เรื่อย
  • 他老是慢吞吞的 เขาทำตัวเอื่อยเฉื่อยอยู่เรื่อย

เพิ่มเติมการย่อเหลือพยางค์เดียวของ 總是 老是 往往 常常
總是 老是 常常 สามารถย่อเหลือเเค่ 總 老 常 เช่น

  • 他總在家看書。เขามักจะอ่านหนังสืออยู่กับบ้าน
  • 你老花錢買漫畫。คุณเสียเงินซื้อหนังสือการ์ตูนอยู่เรื่อย
  • 媽媽常鍛煉身體。คุณเเม่ออกกำลังกายเป็นประจำ

***往往 ไม่นิยมย่อเหลือพยางค์เดียว

ติดตามได้ใน : อร ศิษย์เจ้าแม่กวนอิม

May 092013
 

看到
จีบน้องเเพท วันนี้ ตอน 看見 / 看到 ; คำกริยา+見 และ คำกริยา+到 ต่างกันอย่างไร

โดยทั่วไปแล้ว การบรรลุเป้าหมายในการกระทำต่างๆ เช่น ทำได้ มาถึง หาเจอ ฯลฯ ภาษาจีนจะใช้รูป คำกริยา+到 ดูตัวอย่างต่อไปนี้ครับ

  • 做到 (zuòdào) ทำสำเร็จ/ทำได้
  • 找到 (zhǎodào) หาเจอ
  • 來到 (láidào) มาถึง
  • 看到 (kàndào) มองเห็น
  • 聽到 (tīngdào) ได้ยิน
  • 遇到 (yùdào) เจอหน้า/พบเจอ

เเต่มีคำกริยาบางคำที่สามารถใช้คำว่า 見 แทนคำว่า 到 ได้ นั่นคือ คำกริยาที่เกี่ยวกับ การใช้ตา เเละ ใช้หู นั่นเอง เช่น

  • 看到 (kàndào) มองเห็น สามารถใช้คำว่า 看見
  • 聽到 (tīngdào) ได้ยิน สามารถใช้คำว่า 聽見
  • 遇到 (yùdào) เจอหน้า/พบเจอ สามารถใช้คำว่า 遇見

ประมาณนั้น ไว้นักเรียนคนไหนมีโอกาสเจอน้องเเพท ก็อย่างลืมบอกน้องเเพทด้วยนะครับ เเล้วน้องเเพทจะปลื้มในตัวคุณ การเจอน้องเเพทครั้งเเรกใกล้เข้ามาเเล้วครับ ตุลานี้เจอกันเเน่นอน …สวัสดี (-/i\-)

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

May 092013
 

ฟังหนังดูเพลง เรียนจีนจากหนัง ตอน REDLINE
ดึกๆเอาเพลงมาฝากพร้อมความรู้ภาษาจีนครับ วันนี้หยิบเอา ซาวน์เเทร็กจากภาพยนตร์อนิเมชั่นของญี่ปุ่นเรื่องหนึ่ง

ชื่อภาพยนตร์ :REDLINE หรือชื่อเวอร์ชั่นภาษาจีน(ฉายที่ไต้หวัน)ว่า 超時空甩尾 chāoshíkōng shuǎiwěi  เป็นการตั้งชื่อที่ไม่ตรงกับชื่อต้นฉบับนัก เเต่ก็ประกอบด้วยคำศัพท์ที่น่าสนใจดี เรามาดูกัน

  • 超時空 chāoshíkōng เหนือกาลเวลา/ทะลุมิติ
  • 甩尾 shuǎiwěi ดริฟท์ (เทคนิกการสะบัดท้ายเพื่อเพิ่มองศาเเละจังหวะการเข้าโค้งเเคบของรถเเข่งประเภทขับเคลื่อนล้อหลัง)*ความจริงยังเรียกอีกเเบบหนึ่ง คือ 漂移 piāoyí

คำว่า ดริฟท์drift นั้น ในภาษาจีนกลาง เดิมทีใช้คำว่า甩尾 shuǎiwěi ซึ่งหมายถึง จังหวะไถลของล้อหลัง ซึ่งเป็นปัญหาอาการเสียการทรงตัวของรถยนต์ เเต่ต่อมา มีกลุ่มสตั๊นเเมนที่ขับรถผาดโผนใช้ประโยชน์จากอาการผิดปกติของรถยนตร์นี้ในการสร้างสีสันในการเเสดง เเละยังมีนักเเข่งญี่ปุ่นที่ประยุกต์นำไปใช้ในกรณีเข้าโค้งลึก โค้งเเคบ จนกลายเป็นการเเข่งขันรูปเเบบใหม่ไปเลย ด้วยเหตุนี้ ในภาษาจีนจึงเกิดคำใหม่ขึ้นมาอีกคำ เพื่ออธิบายเทคนิกเเบบนี้

ในฝั่งอเมริกา เดิมทีไม่ใช้คำว่า drift เเต่ใช้คำว่า slide(ไถล) เเต่ในฝั่งญี่ปุ่น กลับใช้คำว่า drift (ลอยตัว) ซึ่งต่อมาคำนี้ได้รับความนิยมมากกว่า จนทั้งโลกนิยมใช้คำว่า คือคำว่าdrift (ลอยตัว)กันหมด ในภาษาจีนกลางจึงมีการบัญญัติคำใหม่เพิ่ม เพื่อให้ตรงกับคำว่าdrift (ลอยตัว) จึงเป็นที่มาของคำนี้ครับ คำว่า 漂移 piāoyí

คำศัพท์เพิ่มเติม:

  • 飆車(biāochē) ซิ่งรถ
  • 引擎(yǐnqíng)เครื่องยนต์
  • 馬力(mǎlì) แรงม้า
  • 渦輪(wōlún)เทอร์โบฯ ย่อมาจากคำว่า 渦輪增壓器(wōlúnzēngyàqì)เทอร์โบชาร์จเจอร์

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

Apr 012013
 

ภาษาจีนคำละวัน by อ.อี้ วันนี้ว่าด้วย “กล้ามท้อง腹肌fùjī”
คำศัพท์ : 田字腹肌กล้ามท้องแบบซิกแพ็ค , 11字腹肌กล้ามท้องแบบเลข11(เป็นร่องเรียวบางสไตล์สาวK-POP), 鐘意zhōngyìปิ๊ง/แอบชอบ/ตกหลุมรัก เป็นคำแสลงที่มาจากภาษากวางตุ้ง เอามาใช้แทนคำว่า 喜歡(ชอบ) ,放電ปล่อยกระเเสไฟฟ้า/โปรยเสน่ห์ หว่านเสน่ห์ พูดง่ายๆคืออ่อยเหยื่อ…คิกๆ

มีคำคมวัยทีนมาฝากด้วย ดังนี้:

  • 百分之八十的女生鐘意有田字腹肌的男生,可是百分之八十有田字腹肌的男生並不鐘意女生。
    (bǎi fēn zhī bāshíde nǚshēng zhōngyì yǒutiánzìfùjīdenánshēng,  kěshì bǎifēn zhī bāshí yǒu tiánzìfù jī de nánshēng bìngbù zhōngyì nǚshē)
    สาวๆร้อยละ80 ตกหลุมรัก ชายหนุ่มที่มีกล้ามท้องแบบซิกแพ็ค แต่ชายหนุ่มร้อยละ80ที่มีกล้ามท้องแบบซิกแพ็ค ไม่ชอบผู้หญิง …-___-“
  • 有11字腹肌的美少女放電百分之百成功!
    (yǒu 11 zìfùjīde měishàonǚ fang diàn bǎifēnzhībǎi chénggōng)
    ส่วนสาวสวยที่มีกล้ามท้องเลข11สไตล์K-POP ร้อยละร้อย หว่านเสน่ห์เหลือร้ายไม่มีแป้ก

ประมาณนั้น…สวัสดีจ้ะ (-/i\-)
ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

Mar 292013
 
送

จีบน้องเเพท ซอย7.4 ตอน ไปรับไปส่ง (คำศัพท์ระดับ PAT7.4 และ HSKระดับ3ขึ้นไป)
วันนี้พี่อี้มาไขข้อสงสัย เกี่ยวกับคำศัพท์ 送(sòng) 寄(jì) 交(jiāo) 遞(dì) ซึ่งล้วนมีความหมายว่า “ส่ง” และ 接(jiē) 收(shōu) 取(qǔ) 領(lǐng) ซึ่งก็ล้วนเเปลว่า “รับ” การรับการส่งก็เลยกลายเป็นปัญหาชีวิตของคนจีบน้องเเพททุกปีการศึกษาไป เรามาดูกันว่า จริงๆเเล้ว คำที่คล้ยกันเหล่านี้ต่างกันอย่างไร

  • 送หมายถึงการ ส่งด้วยตัวเอง เช่น เเม่ส่งลูกไปโรงเรียน เช่น 送孩子上學(sòngháizishàngxué) / การส่งมอบจากมือถึงมือ เช่น ส่งของขวัญ送禮物(sònglǐwù)
  • 寄หมายถึง การส่งผ่านตัวกลาง/ฝากส่ง เช่น ส่งจดหมาย寄信(jìxìn) หรือการส่งเงินให้ลูก/ญาติ/คนที่อยู่ทางไกลเราก็ใช้คำว่า 寄錢(jìqián)
  • 交หมายถึง ส่งมอบ ใช้ในกรณีส่งตามหน้าที่ เช่น ส่งการบ้าน交功課(jiāogōngkè) ส่งงาน交工(jiāogōng) นำส่งภาษี 交稅(jiāoshuì)
  • 遞หมายถึง ยื่น (ส่งของโดยยื่นเเขนออกไปข้างหน้า)

ทีนี้มาดูคำว่า “รับ”บ้าง:

  • 接หมายถึงรับด้วยมือ รับของขวัญ 接禮物(jiēlǐwù) รับลูกกลับบ้าน接孩子回家 เป็นต้น
  • 收 เก็บ/เรียกเก็บ หมายถึงการเก็บตามหน้าที่ เช่น เก็บเงิน/รับชำระเงิน 收錢(shōuqián) เก็บการบ้าน收功課(shōugōngkè)
  • 取 หมายถึง การรับคืน ใช้เมื่อ เรารับของๆเราคืนมา เช่น รับเสื้อผ้าที่ร้านซักรีด 取衣服(qǔyīfu) รับเงิน/ถอนเงินจากธนาคาร 取錢(qǔqián)
  • 領หมายถึงการรับรางวัลหรือเงินเดือน เช่น 領工資(lǐnggōngzī)รับเงินเดือน 領(lǐng)獎(jiǎng)รับรางวัล

ฉะนั้น จะรับจะส่ง ก็ต้องเดาใจน้องPAT7.4ว่า เธอต้องการให้เรา “รับ-ส่ง” เเบบไหน……เอย
ไปล่ะ

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

Mar 292013
 
ภาษาจีน

ภาษาจีน

จีบน้องเเพท ซอย7.4 ตอน ทันใดนั้น น้องเเพทก็…รักผม!
忽然 กับ 突然 ต่างกันอย่างไร? เป็นคำถามที่มากับทั้งข้อสอบPAT7.4เเละHSKระดับ3ขึ้นไปอยู่เสมอๆ มาทำความเข้าใจความต่างของสองคำนี้กันเลย ข้อนี้ตอบข้อ2突然 tu1ran2ครับ คลิกดูคำอธิบายในภาพเลยครับ! น้องเเพทจะรักคุณหรือทิ้งคุณ อาจวัดกันเเค่คะเเนนเดียว อย่าประมาทครับ!

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

Mar 292013
 
รถไฟ 火車

รถไฟ 火車

ประกาศจากคณะผู้ก่อการฯ เรื่อง บัญญัติ(ศัพท์) 10 ประการ เกี่ยวกับรถไฟ้火車/列車/鐵路 *(รวมคำศัพท์ภาษาจีนเกี่ยวกับรถไฟ)
โปรดทราบ ๆ คณะผู้ก่อการHSK วันนี้ขอแจ้งให้ทราบ คำศัพท์ที่เกี่ยวกับรถไฟชนิดต่างรวมไปถึงคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องซึ่งเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน คำหลายคำเคยเป็นศัพท์เฉพาะทางสำหรับคนสมัยก่อน แต่ทุกวันนี้กลายเป็นคำฮิตติดหู มีสรรพคุณบรรเทาอาการเชย และรักษาแผลจากอาการหน้าแตกได้ ที่สำคัญปรากฏในข้อสอบ HSK เเละ PAT7.4 อีกด้วย จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วถึงกันดังต่อไปนี้:

1.หมวดคำนาม : 火車(huǒchē) รถไฟ (เป็นคำสามัญที่ชาวบ้านเรียกกัน) *列車(lièchē) รถไฟ/รถขบวน (เป็นคำสุภาพ ใช้เป็นภาษาเขียน ถ้าเราอยู่ในสถานี เราจะเห็นคำนี้มากกว่า อย่าไปมองหาคำว่า火車(huǒchē)ให้เสียเวลา เพราะจะหาไม่ค่อยเจอ^^” อายเค้า)

2.หมวดเวลา: 列車時刻表(lièchēshíkèbiǎo)ตารางเวลาเดินรถ/ตารางเวลารถไฟ อย่ามองหาคำว่า 時間表ในสถานีรถไฟครับ อายเค้า… ^^” *時刻表查詢(shíkèbiǎocháxún) สอบถาม/ค้นหาตารางเวลา ส่วนจะหาตารางของรถไฟหรือรถทัวร์หรือเครื่องบิน หรือยานอวกาศก็ เอาคำนามคำนั้นวางข้างหน้าคำนี้ครับ แล้วแปะหน้าพี่กูเกิ้น เดี๋ยวพี่เขาจะบอกเราเองครับ
Continue reading »

Mar 262013
 

ราชวงศ์ซางตอนปลาย晚商 จุดจบของทรราชย์เเละจุดเริ่มต้นของสูตรล้มราชวงศ์
เกร็ด มังกร ต่อยอดShot Noteประวัติศาสตร์จีน ตอนที่3 ตอน商紂(shāng zhòu)暴政(bàozhèng)? ข้อหาทรราชจริงหรือเท็จ? 正義還是陰謀?สูตรล้มเจ้า ชอบธรรมหรือเล่เหลี่ยม? วันนี้มายาวหน่อยครับ เพราะมีทั้งข้อมูลและดราม่า 3 หน้าA4พอดี^^”

เมื่อตอนที่แล้วเกริ่นทิ้งท้ายไว้ว่า เจ้าแผ่นดินคนสุดท้ายในราชวงศ์ซาง商 มีนามว่า “ซางโจ้ว商紂(shāng zhòu)” และเหตุการณ์โค่นล้มทรราช ถือเป็นสงครามปฏิวัติที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์จีน และเป็นที่มาของ “สูตรล้มราชวงศ์” ในยุคต่อๆมา ในแง่ของวรรณกรรม ซางโจ้ว商紂(shāng zhòu)เป็นทรราชที่ถูกประนามราวกับปีศาจชั่วร้าย มีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต ฆ่าคนเป็นว่าเล่นขนาดแค่อาหารจืดชืดไม่ได้อย่างใจก็สั่งประหารพ่อครัวทั้งโรงครัวได้ และต่อมายังลุ่มหลงนารีชื่อ ต๋าจี่妲己 Dájǐ  ถึงขนาดสร้างสระหยก เสพสุราเคล้านารีในสระหยกจนไม่สนใจการบริหารประเทศ บวกกับนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต สร้างความทุกข์ยากแก่ประชาชนมหาศาล นำไปสู่การปฏิวัติล้มราชวงศ์商โดยฝีมือของเจ้าชายจีฟา姬發 Jīfā แห่งแคว้นโจว และก่อตั้งราชวงศ์โจว周สำเร็จ ซางโจ้ว商紂(shāng zhòu)ปกครองประเทศเยี่ยงทรราช暴政(bàozhèng) เป็นความเชื่อตามตำราเรียนและวรรณกรรมที่ฝังลึกมาช้านาน ตอนที่ผมเรียนวิชาประวัติศาสตร์ระดับประถมจนถึงม.ต้นที่ประเทศจีน ตำราส่วนใหญ่ก็ยืนยันเช่นนั้น แต่ประโยคที่นักประวัติศาสตร์และอักษรศาสตร์ชื่อกัวม่อยั่ว郭沫若กล่าวไว้ว่า “ประวัติศาสตร์คือตุ๊กตาที่คนรุ่นหลังจับแต่งตัวได้ตามใจ歷史是任人打扮的小姑娘” ก็เป็นความจริงอีกข้อที่น่าคิด การกล่าวถึงบุคคลในประวัติศาสตร์จึงจำเป็นต้องอาศัยมุมมองที่เป็นกลาง ว่ากันด้วยหลักฐาน ถ้าไม่มีหลักฐานก็ควรจะถือว่าเป็นแค่เรื่องเล่า

*ซางโจ้วเป็นทรราช จริงหรือเท็จ?
ข้อหาทรราชของซางโจ้วค่อยๆเพิ่มมาขึ้นจากหกข้อในยุคปลายราชวงศ์ซาง商 กลายเป็นสิบกว่าข้อในราชวงศ์ต่อมา คือโจว周 และนานวันเข้า เมื่อถึงราชวงศ์ฮั่น漢 ทั้งพงศาวดารฉบับหลวง正史(zhèngshǐ)กับฉบับราษฎร์野史(yěshǐ)รวบรวมมากถึงเจ็ดสิบข้อ การทรมานนักโทษด้วยตะขอเหล็กร้อน การประหารพ่อครัวเพราะอาหารจืดชืด การเริงรักกับสนมต๋าจี่ในสระหยก ล้วนเป็นบันทึกที่เกิดขึ้นในภายหลังทั้งสิ้น บางบันทึกไปไกลถึงขนาดจากเริงรักกับต๋าจี่เพียงลำพังกลายเป็น เรียกสนมทั้งหมดมาลงสระหยก และชวนขุนนางคนสนิทมาร่วมด้วยอีก เรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่ออ่างสุกี้คนแรกของโลกก็ว่าได้ ^^” ยิ่งในยุคราชวงศ์หมิงและชิงที่นิยายเฟื่องฟู บางครั้งนิยายอิงประวัติศาสตร์ก็เกินเลยถึงขั้นแฟนตาซี ต๋าจีกลายเป็นจิ้งจอกเก้าหางที่รับคำบัญชาจากสวรรค์เพื่อลงมาทำให้ราชวงศ์ซางที่ปกครองด้วยระบอบทรราชย์ล้มสลาย และเพื่อให้ราชวงศ์โจวที่ปกครองด้วยระบอบธรรมราชย์ถือกำเนิดขึ้น พูดง่ายๆคือเขียนให้คนเลวดูเลวสุดๆเพื่อสร้างตัวละครฝ่ายคนดีที่ดีสุดๆเท่านั้นเอง

*ใครควรจะเกลียดชังซางโจ้วมากที่สุด?
เมื่อย้อนดูบันทึกเกี่ยวกับซางโจ้ว商紂ในยุคที่เขายังมีชีวิตอยู่ และยุคต้นราชวงศ์โจว周 ปรากฏว่า ไม่ได้บันทึกสิ่งชั่วร้ายและความวิตถารเหล่านั้นเลย แม้แต่จีฟา姬發ผู้โค่นล้มซางโจ้ว商紂 ก็ไม่ได้กล่าวให้ร้ายซางโจ้วขนาดนั้น ลองคิดง่ายๆ ถ้าโลกนี้จะมีคนเกลียดชังซางโจ้ว商紂 คนๆนั้นควรจะเป็นจีฟาอย่างไม่ต้องสงสัย เหตุเพราะพี่ชายของจีฟาถูกซางโจวประหาร พ่อของจีฟาก็ถูกซางโจ้วขังคุกอยู่หลายปี และในบันทึกของจีฟา ซางโจ้วเคยบังคับให้พ่อของตนกินเนื้อของลูกตนเอง(พี่ชายของจีฟาที่ถูกประหาร) จึงกลายเป็นปมความแค้นระหว่างสองตระกูลใหญ่นั่นเอง

*ซางโจ้วปกครองระบอบทรราชย์ จริงหรือ?
ความจริงอย่างที่เคยกล่าวไว้ในตอนที่1-2แล้วว่า ตั้งแต่ยุคใต้หล้าของส่วนรวม公天下จนถึงยุคใต้หล้าของตระกูล家天下 ราชวงศ์夏จนถึงซาง商 ล้วนปกครองด้วยระบบสืบสันตติวงศ์ ปกครองระบบศักดินาเป็นหลัก แต่ก็เป็นสังคมเกษตรด้วย การค้าทาสจึงเป็นสิ่งจำเป็นในสมัยนั้น แต่ทาสก็ไม่ได้เกิดจากระบบการแบ่งวรรณะใดๆทั้งสิ้น แต่เกิดจากการยอมเสนอขายตัวเอง ทำกันเป็นการค้า และในช่วงที่มีสงครามก็เป็นไปได้ที่พ่อค้าทาสรับซื้อเชลยสงครามมาเป็นทาส เพื่อแบ่งเบาภาระการใช้จ่ายของกองทัพ เข้าใจว่าในยุคนั้น อย่างน้อยเป็นทาสดีกว่าเป็นเชลยศึก เพราะเชลยศึกอาจถูกนำไปประหาร ถ้ากองทัพเลี้ยงไม่ไหว ลองคิดดูว่า ถ้าต้องเลี้ยงเชลยศึกทีละเป็นพันคน รายจ่ายของประเทศจะมากมายขนาดไหน ฉะนั้น การโอนไปเป็นทาสถือเป็นวิธีหมุนเวียนเศรษฐกิจที่ได้ผลในยุคนั้น และดีกว่าการประหารทิ้ง เพราะจะโดนประชาชนเกลียดชังเสียเปล่าๆ

ปรากฏว่า ภาพลักษณ์ของซางโจ้วที่ชั่วร้ายกลับขัดแย้งกับบันทึกประวัติศาสตร์ที่ถูกค้นพบหลายๆเรื่อง เช่น ซางโจ้วเป็นนักการทหารที่ปรีชาสามารถและกล้าหาญชาญชัย มักจะนำทัพด้วยตัวเอง ไม่ใช่การเสพสุขอยู่ในวังอย่างที่คนเชื่อกัน และซางโจ้วเป็นหนึ่งในเจ้าแห่งแค้วนที่ยึดถือประเพณีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเคร่งครัด ปรากฏตัวในพิธีสำคัญทุกครั้ง(ก็ดูไม่ขี้เมาเท่าไหร่) แต่ในขณะเดียวกัน ซางโจ้วไม่ใช่คนงมงายจนหน้ามืดตามัว เขาเคยปฏิวัติความเชื่อโดยการลงโทษขั้นรุนแรงต่อพ่อมดหมอผีที่หาประโยชน์จากพิธีกรรมและความเชื่อ และปฏิรูปการปกครองโดยการลงโทษศักดินาที่ทำตัวเหลวแหลกสร้างความเดือนร้อนให้ชาวบ้าน และมีการปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างจริงจัง ส่งผลให้เศรษฐกิจของซางในช่วงการปกครองของซางโจ้วเฟื่องฟู จนเหลืองบประมาณมหาศาลสำหรับการแผ่ขยายอาณาจักร แต่การเป็นผู้นำที่นิสัยเด็ดเดี่ยว บางครั้งก็ลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาเกินกว่าเหตุ ซึ่งจุดนี้ ฮ่องเต้ในยุคต่อๆมาก็เป็นกันหมดแถมเป็นหนักกว่าซางโจ้วก็มีถมไป

กรณีหลงนารีจนหัวปักหัวปำไม่สนใจทุกข์สุขของประเทศก็ยังน่าสงสัย เพราะในประวัติศาสตร์พูดถึงต๋าจี่ สนมเอกของซางโจ้วน้อยมาก ประมาณว่ามีอยู่ 1 บรรทัด คือ “ต๋าจีเป็นลูกทาส คนส่วนมากมองว่าทาสชั้นต่ำเท่ากับสัตว์เลี้ยง แต่ซางโจ้วกลับไม่คิดเช่นนั้น จึงรับต๋าจีมาเป็นสนม” ซึ่งถ้ามีการบันทึกแค่นี้ คนรุ่นหลังจะนำมาปรุงแต่งเป็นนิยายรัก หรือนิยายทรราชก็ได้ทั้งนั้น เช่นอยู่ดีๆจะเขียนว่า เป็นรักต่างชนชั้นแบบเดียวกับ ฮ่องเต้เฉียนหลงกับหญิงชาวใต้ ก็ได้นะ ฉะนั้นเขียนให้ดูดี หรือเขียนให้ดูเลว มันขึ้นอยู่กับ”จุดประสงค์” แน่นอน ถ้าเป็นวรรณกรรมเกี่ยวกับการปฏิวัติล้มเจ้า คงไม่เขียนความรักแหวกม่านประเพณีของซางโจ้ว商紂แน่ๆ

*สงครามปฏิวัติที่ทุ่งมู่เหย่牧野之戰
สิ่งที่นักประวัติศาสตร์สรุปอย่างเป็นกลางมีดังนี้ครับ ในปลายราชวงศ์ซาง ซางโจ้วมีอำนาจทางการทหารที่แข็งแกร่ง แผ่ขยายอำนาจอย่างรวดเร็ว แต่จุดเปลี่ยนของสงครามเกิดขึ้นที่หลังบ้าน เริ่มจากเหตุการณ์พี่ชายของจีฟาแห่งตระกูลโจว เกิดหลงรักนางสนมของซางโจ้ว(คนรุ่นหลังก็โยงเรื่องนี้เข้ากับต๋าจี่妲己ซึ่งจริงเท็จอย่าง ไรก็ไม่มีข้อยืนยัน) ทำให้ซางโจ้วบันดาลโทสะ สั่งประหารเสีย และจับพ่อของจีฟาขังคุก ซึ่งมองในแง่ของหลักสงคราม การจับผู้นำประเทศราชขังคุกในกรณีนี้อาจเป็นสิ่งจำเป็น เพราะซางโจ้วต้องนำทัพออกรบบ่อยครั้ง จึงไม่อาจไม่ระวังหลัง เมื่อประหารบุตรชายเขาไปด้วยความโมโห ย่อมสร้างความเจ็บแค้นให้ผู้เป็นพ่อ เพื่อป้องกันกบฎ จึงต้องจับพ่อไปขังไว้ก่อน ซึ่งต่อมาเมื่อเสร็จจากศึกสงครามซางโจ้วก็ปล่อยตัวพ่อของจีฟาออกมา นำไปสู่การซ่องสุมกำลังของฝ่ายตระกูลโจว (ฝ่ายจีฟาและพ่อที่เพิ่งถูกปล่อยตัว) ซึ่งถ้ามองในแง่นี้ ถือเป็นการตัดสินใจผิดครั้งใหญ่หลวงของซางโจ้วถึงขั้นสิ้นชาติ เพราะความใจอ่อนไม่เข้าเรื่อง โจโฉในยุคสามก๊กปลายราชวงศ์ฮั่น漢ก็เคยกล่าววิจารณ์ซางโจ้วในแง่นี้ เขาบอกว่า คนเป็นผู้นำสงครามในเมื่อรู้ตัวว่าฆ่าคนผิดไป ก็ต้องฆ่าให้หมดอย่าให้เหลือ ส่วนการปรับปรุงตัวเองให้ใจเย็น ต้องเป็นเรื่องที่แก้ไขภายหลัง ไม่ใช่ฆ่าบ้างปล่อยบ้างแบบนี้ เมื่อจีฟาและพ่อซ่องสุมกำลังได้เต็มที่แล้ว จึงเริ่มประกาศปฏิญามู่เหย่ ณ ทุ่งมู่เหย่ โดยมีเนื้อหาประนามวิสัยทรราชย์ของซางโจ้วทั้งหมด 6 ข้อ (ไม่ใช่70กว่าข้ออย่างที่คนรุ่นหลังปรุงแต่ง) กองทัพธรรมของจีฟานอกจากกองทัพของตัวเองแล้วยังประกอบด้วยเหล่าขุนศึกจากหลายตระกูใหญ่ที่เคยถูกซางโจ้วลงโทษและยังมีประเทศราชที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในตอนนั้น ยกทัพประชิดนครเฉาเกอที่ซางโจ้วพำนับอยู่ทันที

*จุดเปลี่ยนของสงคราม
เมื่อสืบค้นจากทั้งบันทึกและร่องรอยสถานที่ทางประวัติศาสตร์ก็พบว่า นครเฉาเกอซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของซางโจ้วไม่ใช่นครหลวง แต่เป็นหัวเมืองอันเป็นฐานที่มั่นของกองทัพราชวงศ์ซาง ซึ่งใช้ในยามออกศึกพิชิตตงอี๋ ซึ่งเป็นดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้(ฮกเกี้ยนในปัจจุบัน) เป็นหัวเมืองที่ใช้ทำสงครามและพักรักษาทหารบาดเจ็บเป็นหลัก ค่อนข้างไกลปืนเที่ยง ฉะนั้น จะเกิดอะไรขึ้นในเมืองนั้น คนที่เมืองหลวงและเมืองใหญ่อื่นๆยากที่จะรู้ได้ และในช่วงเวลานั้น(บั้นปลายของซางโจ้ว อายุ60แล้ว) ซางโจ้วเพิ่งจะเสร็จจะศึกหนักที่ตงอี๋ เท่าที่มีในบันทึกยุคเดียวกัน ต๋าจี่妲己ก็เป็นลูกสาวเชลยศึกที่ได้มาจากสงครามตงอี๋นี้เอง จึงเป็นไปไม่ได้ที่ ซางโจ้วจะหลงต๋าจี่จนทิ้งการบ้านการเมือง สร้างสระหยกและทำเรื่องบ้าบอคอแตกมากมาย ถ้าจะทำคงต้องทำทั้งหมดที่ว่านี้ให้ครบระหว่างทางเดินทัพกลับเมืองหลวงเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ ข้อหาหลงนารี ปลิ้นสุรา ฆ่าล้างโรงครัว รวมไปถึงการผ่าท้องหญิงมีครรภ์เพื่อเอาใจต๋าจี่妲己จึงไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง Continue reading »

Mar 252013
 
เรื่องเต๋าเต๋า 道

เรื่องเต๋าเต๋า 道

เกร็ดมังกร ตอน เรื่องเต๋าเต๋า 道道道
ลองมาเข้าใจศาสนาเต๋าผ่านกรณีนักเเสดงของsex&zen 3Dไปขอพรในศาลเจ้าเชอกงหมิ่ว เเละ ความเเตกต่างระหว่าง วัดพุทธ寺(sì) วัดเต๋า道觀(dàoguàn) เเละศาลเจ้า廟(miào) เป็นบทความเก่าที่เคยเขียนไว้

ก่อนเข้าเรื่องมีเกร็ดความรู้นิดนึง พอดีมีมิตรFace ท่านหนึ่งถามเกี่ยวกับวรรณกรรมอันเป็นที่มาของsex&zen ซึ่งผมมีบทความเก่าที่เคยเขียนถึงเรื่องนี้พอดี จึงเอามาเเบ่งปันอีกครั้ง ภาพยนตร์ sex&zen玉蒲團 (yùpútuán) ดัดเเปลงมาจากวรรณกรรมเรื่อง肉蒲團 (ròupútuán) ของนักเขียนชื่อหลี่หยู李漁 (liyú) ในยุคปลายราชวงศ์หมิง หลี่หยู李漁เป็นนักเขียน/นักวิจารณ์/นักคิดที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เเละมีผลงานเขียนที่คล้ายคลึงกับ บทความนิตยสารเเละหนังสือพิมพ์ในปัจจุบันมาก ชอบเขียนเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ อาหาร รสนิยม การเเต่งบ้าน คู่ครอง ชีวิตสมรส เเละเรื่องเพศ นิยาย肉蒲團เป็นนิยายเเนวอีโรติกโดยตรง ต่างจากบุปผาในกุณฑีทอง金瓶梅(jīnpíngméi)ที่เสียดสีสังคม ปฏิวัติความคิดชนชั้นเป็นหลัก

เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกัน Continue reading »

Mar 252013
 

สุภาษิตวันนี้ (พร้อม ต.ย.การเเต่งประโยค)
風平浪靜 คลื่นสงัดลมสงบ หรือหมายถึง ปลอดภัยไร้กังวล/มีสวัสดิภาพ 平安無事 ก็ได้

ต.ย.1

  • 這陣子國家大亂,我只希望家人能夠風平浪靜得過日子。
    ระยะนี้ ประเทศวุ่ยวาย ฉันเเค่หวังว่าคนในครอบครัวสามารถผ่านทุกอย่างไปโดยสวัสดิภาพเท่านั้น

ต.ย.2

  • A:今天股市場怎麼樣?วันนี้ตลอดหุ้นเป็นอย่างไรบ้าง?
  • B:風平浪靜คลื่นสงัดลมสงบ(ไม่มีอะไรน่ากังวล)

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน