บทความอื่นๆ

Jul 072011
 

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
การวางเฉยเป็นมารยาทที่ดี แต่มากนักมักเป็นคนลับลมคมใน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ผู้ที่สามารถควบคุมความโกรธไว้ได้ เป็นผู้มีปัญญายอดเยี่ยม

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
การทำงานอย่าเอาแต่ทิฐิของตน ต้องเข้าใจเหตุผลของงาน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
อารมณ์โกรธเข้าประตูหน้า สติปัญญาก็โผออกประตูหลัง

Continue reading »

Jun 192011
 

คลิ๊กที่นี่ 家有儿女

คลิ๊กที่นี่ 家的n次方

家的n次方 第1集
家的n次方 第2集
家的n次方 第3集
Jun 182011
 

 

“อาโปว์” เด็กเก่งเมืองน้ำดำ เผยเคล็ดภาษาจีนเรียนไม่ยาก เน้นการอ่านท่องจำ  ฟัง พูด เขียน ฝึกทุกวัน

เมื่อวันที่  18  มิ.ย.น.ส.พราวพร  เกียรติดำเนินงาม  หรือน้องอาโปว์  อายุ 18 ปีเด็กไทยชาวกาฬสินธุ์ที่เรียนเก่งจนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย China Foreign Affairs University   หรือ (CFAU) อันดับที่ 5 ใน 20 คนท่ามกลางการแข่งขันจากนักเรียนทั้งหมดนับหมื่นคนทั้งชาวจีนและนานาชาติ สุดยอดความเป็นอัจฉริยะ ทั้งๆ ที่เพิ่งเดินทางไปศึกษาเพียง 9 เดือน เผยเป็นคนไทย เพียง 1 เดียวเท่านั้น ที่มีโอกาสทองได้เรียนที่มหาวิทยาลัยดังของจีนแห่งนี้ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน  ระดับปริญญาตรี คณะการทูต  ปีการศึกษา 2011 ได้  เปิดเผยเคล็ดลับการเรียนภาษาจีนให้ประสบผลสำเร็จว่า ตอนแรกที่ทางคุณพ่อและคุณย่าอนุญาตให้เข้าไปเรียนในโครงการ เอ็นวายซี  ก็เริ่มเตรียมตัวทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การเตรียมตัวสอบเข้าไปในโครงการที่จะต้องแข่งขันกับคนจำนวนมากแต่ก็สอบติด และบินไปเรียนที่มณฑลเหอเป่ย  ประเทศจีน  ถือว่าเป็นคนที่โชคดีที่ได้แม่บุญธรรม (โฮสต์) หวางหงเม่ย  ที่เข้าใจมีความเมตตาและยังเป็นครูสอนภาษาจีนในโรงเรียนมัธยมด้วย  แต่ยังไม่เพียงพอเพราะจากที่เราเรียนหนัก  ฝึกหนักตอนอยู่เมืองไทยแต่พอมาที่ปักกิ่งช่วงแรก ๆ ฟังภาษาก็ไม่ทันจะว่าไม่รู้เรื่องก็ว่าได้  จนต้องโทรกลับมาขอเงินทางบ้านเพื่อซื้อเครื่องเล่นซีดีและซีดีสอนภาษาจีนฟังเพิ่มเติมฟังแทบจะตลอดเวลา

Continue reading »

Jun 102011
 

“ตอนที่ผมหาพนักงานที่จะมาช่วยดูแลประสานงานตอนสัมภาษณ์ เด็กผู้หญิงคนนั้นบอกว่าเรียนภาษาจีนมาแล้ว 1 ปี ผมก็เลยทดสอบด้วยการลองให้เขานับเลข ปรากฏว่าเขานับ 1-10 ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่พอถามว่าแล้ว 16 ภาษาจีนว่าอย่างไร เขากลับตอบไม่ได้”ศ.ดร.เขียน ธีรวิทย์ หนึ่งในผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องจีนมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ กล่าวติดตลก เมื่อพยายามจะฉายภาพปัญหาของมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาจีนในไทยที่กำลังเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤต เป็นวิกฤตที่ครั้งหนึ่ง “วิโรจน์ ตั้งวานิชย์”อาจารย์สอนภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เคยวิพากษ์ไว้ในรายการชีพจรโลกว่า “จะหาคนไทยที่เรียนภาษาจีนในประเทศไทยดีพอที่สามารถนำไปใช้ได้น้อยมาก”และหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนแล้ว ไทยอยู่ในลำดับสุดท้าย

Continue reading »

Jun 102011
 

สรุปผลงานวิจัย การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย : การศึกษานอกระบบ

By รุ้งหอม

Published on Thai World Affairs Center

หลังจากที่จีนเปิดประเทศ และมีอิทธิพลต่อสังคมโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาษาจีนจึงทวีบทบาทมีความสำคัญยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ส่งผลให้ประเทศไทยเกิดการตื่นตัวในการเรียนภาษาจีน ประกอบกับในปี 1992 รัฐบาลไทยได้ยกเลิกการควบคุมการเรียนการสอนภาษาจีน ปล่อยให้ดำเนินการได้อย่างเสรีเช่นเดียวกับภาษาต่างประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฯลฯ และได้มีนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาจีน เป็นภาษาต่างประเทศภาษาที่สองรองจากภาษาอังกฤษ ส่งผลให้มีโรงเรียนสอนภาษาจีนเอกชนนอกระบบ เกิดขึ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา

การศึกษาภาษาจีนนอกระบบ หมายถึง การเรียนที่ไม่ได้มีกระบวนการเรียนการสอนและการวัดผลการเรียนตามแบบอย่างของระเบียบการจัดการการศึกษาภาคบังคับทั่วไป ที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการ เช่น ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ที่จะต้องกำหนดเงื่อนไขของการเรียน ซึ่งอาจจะเป็นการกำหนดโดยจำนวนชั่วโมงเรียน หน่วยกิต วิชา เพื่อที่จะนำไปสอบเพื่อรับวุฒิบัตร ดังนั้น การเรียนนอกระบบจึงไม่ค่อยมีหลักการตายตัวเป็นบรรทัดฐานในเชิงปฏิบัติ ทำให้เกิดความหลากหลายของวิธีการสอนที่แต่ละสถาบันกำหนดขึ้นเอง โดยอาศัยประสบการณ์ และการแก้ไขปัญหาที่ตนเองได้ประสบมา นำมาสร้างเป็นระบบการเรียนการสอนของตนเอง

Continue reading »

Jun 062011
 

(一)
诗词名: 一望二三里
作者:无名

一去二三里,烟村四五家,门前六七树,八九十枝花。

(二)
诗词名: 咏鹅
作者: 骆宾王

鹅,鹅,鹅,曲项向天歌。
白毛浮绿水,红掌拨清波。

(三)
诗词名: 静夜思
作者: 李白

床前明月光,疑是地上霜。
举头望明月,低头思故乡。

注释 :
这是一首脍炙人口的游子思乡名诗。静静的夜晚,床前被明月的光辉照得一片洁白,几乎使人以为是地上铺了一层霜。仰头看看明月,不由得低头深深怀念遥远的家乡。

(四)
诗词名: 游子吟
作者: 孟郊

慈母手中线,游子身上衣。
临行密密缝,意恐迟迟归。
谁言寸草心,报得三春晖。

注释 :
1. 游子吟:游子,在外作客的人。吟,诗歌的一种名称。
2. 寸草:在这里象征子女。
3. 心:草木的基干叫做心。在这里“心”字双关。

(五)
诗词名: 春晓 รุ่งอรุณฤดูใบไม้ผลิ
作者:孟浩然 [Mèng Hàorán]
朝代:唐

春眠不觉晓,处处闻啼鸟。[chūnmiánbùjúexiăo, chùchùwéntíniăo]
夜来风雨声,花落知多少。 [yèláifēngyŭshēng, huāluòzhīduōshăo]

注释 :
1.春晓:春天的早晨。
2.闻:听。

春 [chūn] ฤดูใบไม้ผลิ
晓 [xiǎo] ย่ำรุ่ง รุ่งอรุณ
春晓 [chūnxiǎo] รุ่งอรุณฤดูใบไม้ผลิ (A spring sunrise)

May 182011
 

观自在菩萨(พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร)
行深般若波罗蜜多时 (เมื่อกาลที่พิจารณาด้วยพระปัญญาบารมีอยู่นั้น)
照见五蕴皆空(รู้แจ้งชัดว่าปัญจขันธ์ล้วนว่างเปล่า)
度一切苦厄 (ข้ามพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง)。

舍利子(สารีบุตร)
色不异空 (รูปไม่ต่างจากความว่าง)
空不异色 (ความว่างไม่ต่างจากรูป)
色即是空 (รูปคือความว่าง)
空即是色 (ความว่างก็คือรูป)
受想行识 (เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ)
亦复如是(ก็เฉกเช่นเดียวกัน)。

舍利子 (สารีบุตร)
是诸法空相(ธรรมทั้งปวงล้วนว่างเปล่า)
不生不灭 (ไม่เกิด,ไม่ดับ)
不垢不净(ไม่สกปรก, ไม่สะอาด)
不增不减(ไม่เพิ่ม,ไม่ลด)。

是故空中无色(ในความว่างนั้นไม่มีรูป)
无受想行识 (ไม่มีเวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ)
无眼耳鼻舌身意 (ไม่มีตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ)
无色声香味触法 (ไม่มีรูป, เสียงกลิ่น, รส, สัมผัส และธรรมารมณ์)
无眼界(ไม่มีจักขุทวาร)
乃至无意识界 (จนกระทั่งถึงไม่มีมโนทวาร)。

无无明(ไม่มีอวิชชา)
亦无无明尽(เมื่อไม่มีอวิชชา)
乃至无老死(ย่อมไม่มีความแก่, ความตาย)
亦无老死尽 (เมื่อไม่มีความแก่, ความตาย)。

无苦集灭道(จึงไม่มี ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรค)
无智亦无得(ย่อมไม่มีซึ่งการรู้แจ้งและไม่รู้แจ้ง)。

以无所得故(ด้วยเหตุนี้)
菩提萨埵(โพธิสัตว์)
依般若波罗蜜多故(อาศัยปัญญาบารมีนี้)
心无挂碍(ใจจึงพ้นแล้วจากความกังวล)
无挂碍故(ด้วยเหตุที่พ้นจากความกังวลนี้)
无有恐怖(จึงไม่มีความกลัว)
远离颠倒梦想(พ้นแล้วจากอุปาทาน)
究竟涅盘(เข้าถึงพระนิพพาน)。

三世诸佛(พระพุทธเจ้าในตรีกาล)
依般若波罗蜜多故(อาศัยปัญญาบารมีนี้)
得阿耨多罗三藐三菩提(บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ)。

故知般若波罗蜜多(เหตุเพื่อให้แจ้งในปัญญาบารมี)
是大神咒(มีมหามนต์)
是大明咒(เป็นมนต์แห่งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่)
是无上咒(ไม่มีมนต์อื่นยิ่งกว่า)
是无等等咒(ไม่มีมนต์อื่นใดอีก)
能除一切苦(ที่จะสามารถขจัดเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวง)
真实不虚(จริงแท้มิแปรผัน)。

故说般若波罗蜜多咒(จักแสดงมนต์แห่งปัญญาบารมี)
即说咒曰(ดังนี้)
揭谛揭谛波罗揭谛波罗僧揭谛菩提萨婆诃 (jiē dì jiē dì bō luó jiē dì bō luó sēng jiē dì pú tí sà pó hē)。

อ้างอิงจาก : ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร

May 162011
 

สี่สาวงามแห่งแผ่นดินจีน 四大美人(Four Beauties)เป็นคำเรียกสตรี 4 คนที่ได้ชื่อว่ามีความงดงามที่สุดในประวัติศาสตร์จีนโบราณ โดยทั้ง 4 คนนี้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองพลิกผันถึงขั้นอาณาจักรล่มสลาย หรือเป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์คำโคลงจีนที่ใช้เรียกสตรีทั้งสี่นี้ได้แก่ “沉鱼落雁,闭月羞花”

沉鱼落雁 [chényúluòyàn] มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา
闭月羞花 [bìyuèxiūhuā] จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง

ในพากย์ภาษาไทยอาจารย์ถาวร สิกขโกศล ได้แปลไว้เป็นบทกลอนว่า

  1. 西施沉鱼 [XīShī chényú] มัจฉา จมวารี (ไซซี)
  2. 昭君落雁 [ZhāoJūn luòyàn] ปักษี ตกนภา (หวังเจาจวิน)
  3. 貂婵闭月 [DiāoChán bìyuè] จันทร์หลบ โฉมสุดา (เตียวเสี้ยน)
  4. 贵妃羞花 [GuìFēi xiūhuā] มวลผกา ละอายนาง (หยางกุ้ยเฟย)

ความไม่งามในสุดยอดความงาม

คนจีนส่วนมากรู้ว่าในบรรดาหญิงงามนับสิบนับร้อยของจีนนั้นที่เป็นชั้นเยี่ยมสุดยอดมีสี่คน ยอดพธูทั้งสี่คนนี้งามถึงขั้น “มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง” ทว่าความไม่งามซึ่งแฝงอยู่ในสุดยอดความงามของยอดพธูแต่ละคนเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนรู้

1. มัจฉาจมวารี (西施沉鱼 [XīShī chényú]) เป็นความงามสุดยอดของไซซี เมื่อสมัยยังอยู่บ้านเดิม ทุกครั้งที่เธอไปซักผ้าฟอกด้าย หรือเล่นน้ำในแม่น้ำผูหยางเจียง(浦阳江 [pǔyángjiāng]) เชิงเขาจู้หลัวซาน หมู่มัจฉาต่างก็เพลินชมโฉมอันเลอเลิศจนลืมแหวกว่ายจมสู่ก้นธารา
แม้จะงามเลิศถึงเพียงนี้ ไซซีก็ยังมีความไม่งามอยู่ประการหนึ่ง คือ เธอมีเท้าที่ใหญ่กว่าหญิงทั้งหลายเป็น “สาวตีนโต” ดังนั้นเธอจึงต้องสวมกระโปรงยาวใส่เกี๊ยะไม้ กระโปรงยาวช่วยคลุมมิให้เห็นเท้า เกี๊ยะช่วยให้ชายกระโปรงสูงพ้นพื้น และยามเดินมีท่วงท่าดุจอัปสร เมื่อใช้ศิลปะการแต่งกายเข้าช่วยเช่นนี้ ไซซีก็งามดุจเทพธิดาในแดนมนุษย์

2. ปักษีตกนภา (昭君落雁 [ZhāoJūn luòyàn]) เป็นความงามสุดยอดของหวางเจาจวิน เมื่อปักษา(雁 [yàn] ห่านป่า)ตะลึงชมความงามของนางยามขี่ม้าเดินทางสู่ซงหนู(匈奴 [xiōngnú]) จนลืมขยับปีกร่วงจากนภา หวางเจาจวินก็มีความไม่งามอย่างหนึ่ง คือ ไหล่ของเธอลาดตกกว่าหญิงทั่วไป เธอจึงสวมผ้าคลุมไหล่ที่มีการหนุนเสริมให้ไหล่งามปกติ ซึ่งทำให้หวางเจาจวินงามเด่นไร้ราคี

3. จันทร์หลบโฉมสุดา (貂婵闭月 [DiāoChán bìyuè]) สุดยอดความงามของเตียวเสียนที่แม้แต่จันทรเทวีฉางเอ๋อร์(嫦娥 [cháng’é]) ยังละอายนาง แต่เตียวเสียนก็มีความไม่งามอยู่ คือ ปลายใบหูเธอสั้นเล็ก เธอจึงใส่ตุ้มหูหยกถ่วงเสริมให้เตียวเสียนมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น

4. มวลผกาละอายนาง (贵妃羞花 [GuìFēi xiūhuā]) เป็นสุดยอดความงามของหยางกุ้ยเฟยที่กระทั่งดอกโบตั๋น(牡丹 [mǔdān]) ยังหุบดอกซบลงไม่กล้าประชันความงามด้วย แต่เธอก็มีกลิ่นตัวเป็นโทษสมบัติ หยางกุ้ยเฟยจึงแก้ไขด้วยลงสรงในธารหอมหัวชิง อบร่ำเสื้อผ้าและใช้แป้งหอมกลบกลิ่นกาย

เรื่องความไม่งามในสุดยอดความงามนี้เป็นเพียงความเชื่อของชาวบ้านที่สันนิษฐานมาจากภาพวาดและประวัติของยอดพธูทั้งสี่คนเท่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นการสะท้อนให่เห็นความคิดเชิงเหตุผลของคนจีนซึ่งเชื่อกันว่า สิ่งที่ดีพร้อมหรืองามละม่อมพร้อมสิ้นทั้งอินทรีย์นั้นยากที่จะมีได้จริง ต่อให้งามเลิศปานใดก็ต้องมีส่วนที่ไม่งามแอบแฝงอยู่

รายชื่อนามสตรีทั้งสี่ เรียงตามช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ดังนี้

  1. ไซซี (Xi Shi, 沉鱼, 西施) มีชีวิตอยู่ช่วง ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ในสมัยชุนชิว ได้ฉายาว่า “มัจฉาจมวารี” (沉鱼) อ่านเพิ่มเติม
  2. หวังเจาจวิน (Wang Zhaojun) มีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ได้ฉายาว่า “ปักษีตกนภา” (落雁) อ่านเพิ่มเติม
  3. เตียวเสี้ยน (Diao Chan) มีชีวิตอยู่ในยุคสามก๊ก ได้ฉายาว่า “จันทร์หลบโฉมสุดา” (闭月) อ่านเพิ่มเติม
  4. หยางกุ้ยเฟย (Yang Guifei) มีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงศ์ถัง ได้ฉายาว่า “มวลผกาละอายนาง” (羞花) อ่านเพิ่มเติม

อ้างอิงจาก : http://th.wikipedia.org/wik , ถาวร สิกขโกศล,สี่ยอดหญิงงาม ผู้พลิกประวัติศาสตร์จีน,สร้างสรรค์บุ๊ค,กรุงเทพ,2551

牡丹
[mǔdān]