Mar 252013
 
เปิดรับสมัครตัวแทน ด่วน!



เรื่องเต๋าเต๋า 道

เรื่องเต๋าเต๋า 道

เกร็ดมังกร ตอน เรื่องเต๋าเต๋า 道道道
ลองมาเข้าใจศาสนาเต๋าผ่านกรณีนักเเสดงของsex&zen 3Dไปขอพรในศาลเจ้าเชอกงหมิ่ว เเละ ความเเตกต่างระหว่าง วัดพุทธ寺(sì) วัดเต๋า道观(dàoguàn) เเละศาลเจ้า庙(miào) เป็นบทความเก่าที่เคยเขียนไว้

ก่อนเข้าเรื่องมีเกร็ดความรู้นิดนึง พอดีมีมิตรFace ท่านหนึ่งถามเกี่ยวกับวรรณกรรมอันเป็นที่มาของsex&zen ซึ่งผมมีบทความเก่าที่เคยเขียนถึงเรื่องนี้พอดี จึงเอามาเเบ่งปันอีกครั้ง ภาพยนตร์ sex&zen玉蒲团 (yùpútuán) ดัดเเปลงมาจากวรรณกรรมเรื่อง肉蒲团 (ròupútuán) ของนักเขียนชื่อหลี่หยู李渔 (liyú) ในยุคปลายราชวงศ์หมิง หลี่หยู李渔เป็นนักเขียน/นักวิจารณ์/นักคิดที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เเละมีผลงานเขียนที่คล้ายคลึงกับ บทความนิตยสารเเละหนังสือพิมพ์ในปัจจุบันมาก ชอบเขียนเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ อาหาร รสนิยม การเเต่งบ้าน คู่ครอง ชีวิตสมรส เเละเรื่องเพศ นิยาย肉蒲团เป็นนิยายเเนวอีโรติกโดยตรง ต่างจากบุปผาในกุณฑีทอง金瓶梅(jīnpíngméi)ที่เสียดสีสังคม ปฏิวัติความคิดชนชั้นเป็นหลัก

เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันมีการวิจารณ์กรณีนักเเสดงหลักของsex&zen 3D ไปเข้าวัดขอพรให้หนังฉายขายดีว่าเป็นเรื่องน่าเกลียดไม่สมควร เพราะหนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับกามรมณ์เป็นหลัก การให้คนเหล่านี้ไปเข้าวัดขอพรเป็นเรื่องไม่เหมาะสม บางคนถือเป็นเรื่องเสื่อมเสียอีกต่างหาก

เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจใหม่ในบางเรื่องครับ

ประการเเรก ความจริงพวกนักเเสดงเขาไปขอพรในศาลเจ้า庙ครับ ไม่ใช่ทั้งวัดพุทธ寺 เเละวัดเต๋า道观 เเต่โดยทั่วไป ศาลเจ้าในฮ่องกงจะเน้นไปทางเต๋ามากกว่าพุทธ เพราะประเพณีส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเเบบเต๋า

ในหลักธรรมคำสอนของเต๋าดั้งเดิม เซ็กซ์ไม่ใช่บาปเเละมีหลักคุณธรรมรองรับอยู่ ถ้าเกินเลยก็เป็นการผิดคุณธรรม (ก็ไม่ใช่บาปอยู่ดี) ถามว่าทีมงานหนังเรทอาร์เข้าวัดเต๋าเพื่อขอพรนั้นผิดไหม อันที่จริงก็ไม่ได้ผิดหลักศาสนาเต๋านะ เเต่ถ้าบอกว่าผิดกาลเทศะในอัตถวิสัยของคนอื่นก็พอจะเข้าใจได้

ถ้าจะใช้ไม้บรรทัดเเบบเต๋ามาวัดกันล่ะก็ การมีเพศสัมพันธ์คล้อยตามกามารมณ์นั้นไม่ใช่ความผิด เเต่เป็นปัจจัยของการพลาดพพลั้งมากกว่า(ผิด กับ พลาด มันคนละเรื่องกัน) มันจะผิดได้ยังไง ในเมื่อเต๋าสนับสนุนให้มนุษย์เราคล้อยตามธรรมชาติ มีชีวิตงงๆ สบายๆ ไม่ต้องรู้อะไรจนเกินเลย รู้เท่าที่ธรรมชาติให้มาก็พอ

เต๋าไม่สนับสนุนการ”เกินเลย” สนับสนุนความ”สมดุล” การรู้มากจนเกินคือการเสียสมดุล ถามว่าสิ่งที่เต๋าสอนถูกไหม จริงไหม ก็ดูโลกเราทุกวันนี้ก็คงตัดสินได้ไม่ยากว่า ที่เล่าจื้อพูดไว้ถูกหรือไม่ ทุกวันนี้โลกของเราเกิดปัญหาเพราะความเกินเลยไม่ใช่หรือ มีเงินมากเกิน มีอำนาจมากเกิน มีความคิดมากเกิน เเละมีความรู้มากเกิน(รู้มากเกินไม่ใช่เรื่องดี อันนี้ ทุกศาสนาก็มีสอน เเม้เเต่พระพุทธเจ้าก็สอนว่า ให้เข้าใจก็พอ ไม่ใช่รู้ไปหมดจนกลายเป็นความปรารถนาที่ไม่มีที่สิ้นสุด)

ในศาสนาเต๋า การมีกามรมณ์ ไม่ว่าจะนำไปสู่การสืบพันธ์หรือเพียงเพื่อสนองความใคร่ ล้วนเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้ามันพอดีก็ไม่เกิดปัญหา(เเต่ต้องตระหนักว่า เเค่ยังไม่เกิดปัญหา ไม่ใช่ไม่มีปัญหา) เเต่ถ้าเกินเลย ย่อมเกิดปัญหา เป็นการพลาดพลั้ง อาจหายนะได้ ต้องคอยเตือนสติ ส่วน การฆ่าคนต่างหากที่ผิดหลักคุณธรรมร้ายเเรง เหตุเพราะ การฆ่าคนนั้นไม่ได้เพื่อเป็นอาหาร(มนุษย์เราไม่ใช่สัตว์ที่กินมนุษย์ด้วยกันเป็นอาหาร เเละมนุษย์เราก็ไม่มีสัญชาตญาณเข่นฆ่าเพื่อความอยู่รอดด้วย เพราะธรรมชาติให้มนุษย์มามากพออยู่เเล้วไม่ต้องเเย่ง เว้นเสียเเต่ว่ามนุษย์เองเกิดความเกินเลยใน”ความรู้” จนนำไปสู่การอยากรู้อยากเห็นเเละอยากได้ของคนอื่น ซึ่งมัน”เกินเลย”ในวิถีธรรมชาติหรือเต๋า ไปเเล้ว ฉะนั้น การฆ่ามนุษย์ด้วยกันจึงไม่ใช่เหตุอันสมควรเเต่เเรกเเล้ว)ฉะนั้นถ้าเป็นทีมงานสร้างหนังยิงกันเละ พระเอกฆ่าคนยิงตายเป็นสิบๆ อันนั้นต่างหากที่ศาสนาเต๋ายอมรับไม่ได้ เพราะการฆ่าคนตรงนั้น ไม่ธรรมชาติ เเละเกิดจากความเกินเลยของวัฒนธรรมความบันเทิง ชนิดว่า ดูการฆ่าคนเเล้วเกิดความเพลิดเพลิน มันผิดมนุษย์ไปไกลมาก ความรู้สึกเพลิดเพลินที่เห็นการฆ่าคนนี้ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ เเต่เกิดจากการ”รู้มาก” เป็นความเกินเลยที่สาหัส ส่วนการเห็นคนมีเพศสัมพันธ์กันเเล้วเกิดอารมณ์นั้น มันยังสอดคล้องกับสัญชาตญาณธรรมชาติของมนุษย์อยู่ด้วยซ้ำ ฉะนั้นในวิถีของเต๋า หนังเเอ็คชันฆ่าคนเป็นว่าเล่นต่างหากคือหนังเรทอาร์

ส่วนประเด็นเรื่อง ทำไมทางวัดถึงปล่อยให้นักเเสดงหนังเรดอาร์เข้าวัดโดยไม่มีการทักท้วง? ก็ต้องเข้าใจก่อนว่า วัดที่ว่านี่ วัดพุทธหรือวัดเต๋า คุณจะใช้ไม้บรรทัดของใครในการวัด ไม้บรรทัดของพุทธว่ากันด้วยบาปบุญคุณโทษ(ความดี กับ ความชั่ว) ส่วนของเต๋าวัดด้วยความเป็นมนุษย์ กับ อมนุษย์/ผิดมนุษย์

ถ้าเป็นวัดพุทธ นักเเสดงพวกนี้ไม่ควรเข้าเเละการห้ามปรามคือสิ่งที่ถูกต้องตามสมควรเเน่นอน เเต่ถ้าเป็นวัดเต๋าล่ะ ก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะเขาไม่ได้ผิดร้ายเเรงอะไรในศาสนาเต๋า เเละที่สำคัญ ตราบเท่าที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ ใครก็เข้าวัดเต๋าได้ เว้นเสียเเต่ว่าเป็นอมนุษย์ เท่าที่ดู นักเเสดงทุกคนก็เป็นมนุษย์นะครับ ก็จะเข้าวัดเต๋าบ้างก็ยังโอเค

เเละจะบอกว่าเรื่องมันซับซ้อนเข้าไปอีกนิดตรงที่ ปรากฏว่า ที่นักเเสดงเข้าไปกราบไหว้ขอพรนั้น ไม่ใช่วัดพุธ เเถมไม่ใช่วัดเต๋าด้วย เเต่เป็น ศาลเจ้า ก็เลยต้องอธิบายเรื่องความต่างของ วัด เเละ ศาลเจ้าอีก ซะงั้น

*หลายครั้งคนมักเข้าใจผิดระหว่างคำว่า วัดกับศาลเจ้า ถ้าเป็น วัดพุทธ ภาษาจีนใช้คำว่า “ซื่อ寺” เช่น เส้าหลินซื่อ少林寺(วัดเส้าหลิน) ส่วนวัดเต๋าดั้งเดิมเรียก “กวาน/เต้ากวาน观/道观” เเต่ถ้าเป็นศาลเจ้าก็จะลงท้ายด้วยคำว่า “เมี่ยว庙” ซึ่งศาลเจ้าก่อตั้งขึ้นโดยบุคคลธรรมดา ซึ่งบุคคลนั้นอาจนับถือหลายศาสนาก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนก่อตั้ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับศาสนา เป็นความเชื่อส่วนตัว เช่น ศาลเจ้าเชอกง车公庙 ที่ดาราไปไหว้นี้ ก่อตั้งโดย เชอกง(เป็นนามบุคคลที่เรียกตามความเคารพประสาชาวบ้าน) ตอนก่อตั้งเป็นวัดเต๋าขนาดเเท้ด้วยซ้ำ ตัวอาคารเเละภูมิทัศน์จัดตามสัดส่วนตามคัมภีร์เต๋าอย่างเคร่งครัด เเละมีการเชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงในสายเต๋ามาสัมนาทุกเดือน ส่วนเทพเจ้าในวัดเต๋า ก็เป็นเรื่องปกติที่มี พระพุทธรูปจากพุทธ เซียนต่างๆจากเต๋า เเละเทพต่างๆจากฮินดูมาอยู่ปะปนกัน เพราะตามคำสอนของเล่าจื่อ(ซึ่งเต๋าถือเป็นศาสดาในภายหลัง) การไหว้สิงศักดิ์สิทธิ์ ไม่คุยกันเรื่องถูกผิด อยากไหว้ก็ไหว้ ใครก็ไหว้ได้ หากคุณคิดว่าคนนั้นเป็นปูชนียบุคคลเเละสมควรให้เกียรติก็ไหว้ได้ หรือถ้าคิดว่าเขาจะให้พร ถ้าคุณเชื่อเเบบนั้น คุณก็ไหว้ไป ถ้าเขาไม่ให้ก็อย่าบ่นก็เเล้วกัน

ส่วนในยุคขงจื้อเขาก็อธิบายชัดเจนขึ้นว่า ศาลเจ้ามีความจำเป็นในเเง่การปกครอง เพราะเป็นสถานที่รวมพลังของมวลชน ฉะนั้น หากมวลชนคิดว่า มาที่นี้เพื่อไหว้สิ่งศักด์สิทธิ์ก็ดีเเล้ว ถ้าเชื่อก็เเปลว่ามี ถ้าไม่เชื่อก็เเปลว่าไม่มี เเล้วเเต่คน เเต่สรุปเเล้ว ศาลเจ้า มีบทบาทต่อสังคมมากถึงมากที่สุดในยุคสมัยนั้น เพราะรวมคนได้ เเถมสอนคนได้ด้วย เพราะบางครั้งคนเรามักไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง สอนยังไงก็ไม่ฟัง เเต่พอมาอยู่ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลับสารภาพบาป กลายเป็นเด็กดียอมฟังคำสอน ก็ดีเเล้วที่มีศาลเจ้า คนไม่ดีมาศาลเจ้าบ้างก็เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะเป็นโอกาสที่จะได้ข้อมูลความดี เผื่อว่าจะกลับเนื้อกลับตัวได้ เสียหายตรงไหน? จะมาไหว้ด้วยสาเหตุอะไรก็ช่าง สรุปเเล้ว เป็นกุศโลบายให้คนทุกประเภทมาเจอความดีของศาสนาบ้าง นั่นคือจุดประสงค์หลักของศาลเจ้า(ไม่ใช่วัดนะ คนละเรื่องกัน) เเล้วมีเหตุผลอะไรที่ พวกที่เรียกตัวเองว่า”คนดี” จะไม่อยากให้ “คนไม่ดี” ได้เข้าวัด/โบสถ์/ศาลเจ้า/วัดเต๋า/วัดเเขก บ้าง?

ถ้าวัดเต๋า เรื่องเซ็กซ์ไม่ใช่ข้อห้ามไม่ใช่บาปนะ ในกรณีของอารมณ์เเละร่างกาย เต๋าไม่มีบุญกับบาป มีเเต่ความพอดีเเละความเเก่กล้าของบารมี(เช่น ความรู้/ความเชี่ยวชาญ/ความเข้าใจโลก เป็นต้น พวกนี้คือความเเก่กล้า เซ็กซ์คือส่วนหนึ่งของโลก เเละพึงมีอย่างเข้าใจ) ถ้าทำอะไรเกินจนเสียสุขภาพหรือเสียเงินเสียทองหรือเสียชื่อ ก็ผิดที่เหตุของความเกินเลย เเต่ไม่ได้เเบ่งเเยกว่าคนบุญหรือคนบาป เพราะมันปะปนกัน ถ้าวัดต้อนรับเเต่คนมีบุญ ถ้างั้นในโลกนี้ไม่มีใครสมควรได้เข้าวัด(เเบบเต๋านะ)เพราะทุกคนมีบาปปะปนทั้งนั้น เเละคอนเซ็ปของการขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เเบบเต๋าเเท้ๆ คือ เมื่อคิดว่าคนรอบตัวไม่สามารถช่วยคุณได้เเล้ว เเละคุณไม่สามารถขอความช่วยเหลือใครได้ ก็ไปขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างน้อยเขาก็มีศาลเจ้า ไว้ให้คุณไปปรับทุกข์ ไป ขอพร ดีกว่าไม่มี ฉะนั้นใครก็เข้าวัดเต๋าได้ ต่อให้ไม่ได้นับถือศาสดาของเต๋า ก็เข้าได้ เขาไม่ว่า เพราะสุดท้ายเเล้ว เต๋าคือโลก โลกคือความจริงที่ปะปนกัน มีทั้งสิ่งที่จับต้องได้ กับ จับต้องไม่ได้ปะปนกัน สิ่งที่จับต้องไม่ได้ อาจไม่มีดีชั่ว มีเเต่การสะสม(การสะสมทำให้เกิดเป็นมวลในที่สุด เช่น อารมณ์ที่มีมากถึงจุดหนึ่งจะเเปรรูปเป็นพลังงานได้ พลังงานมีมวลของมันเสมอ) เเละจิตของตัวตน

เมื่อสะสมมากเเล้วก็ต้องจัดระเบียบไม่ให้เสียสมดุล เล่าจื้อเองเคยบอกว่า ไม่สิ่งจีรังยั่งยืน ถ้าเขาตาย เขาก็เป็นได้เเค่ปุ๋ย

เล่าจื้อยังสอนว่าอย่าเข้าใจผิดว่า ปูชนียบุคคลตายไปเเล้วจะกลายเป็นเทพ ถ้าเอาเข้าจริงๆ คนที่ตายไปเเล้วคือคนหมดสมรรถภาพในทุกเรื่อง ย้อนกลับไปสู่การไม่มีชีวิต จะกราบไหว้ไปทำไม? เเต่ถ้าจะเคารพหรือตั้งศาลเจ้า ก็เรื่องของคนรุ่นหลัง คนที่ตายไปเเล้วก็ไม่มีปัญญาไปขัดศรัทธาเหมือนกัน เเละดีเหมือนกัน อย่างน้อยเป็นกุศโลบายเพื่อให้มนุษย์มีความเคารพเเละมีที่พึ่งทางใจ อยากไหว้ก็ไหว้ เสมือนว่าเขายังอยู่ ไม่ขัดศรัทธา ไม่มีปัญหา ซึ่งคำสอนตรงนี้ ส่งผลไปถึงขงจื้อด้วย ขงจื้อบอกว่า เรื่องผีสางเรื่องเทวดา ไม่คุย คนไหว้ควรไหว้ มันก็ถูกของมันอยู่เเล้ว คนไม่เกี่ยวก็อย่าไปยุ่ง เพราะการยุ่งกับสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในวงจรตัวเอง ถือเป็นความเสือกความสอดรู้ที่สร้างปัญหา การวิจารณ์ลดค่าคนอื่น ถือเป็นวิธีการสร้างชื่อให้ตัวเองเเบบผู้ดีจอมปลอม ขนาดต้นไม้ที่มีนกมาทำรังเต็มต้นยังไม่เคยไปยุ่งกับนกเลย เล่าจื้อว่าอย่างนั้น

ทุกอย่างมีผลของมัน ผลของทุกสิ่งมักจบที่การพยายายปรับสมดุลกลับมาในวาระนั้นๆ บางครั้งวาระหนึ่งก็ยาวนานเป็นปี บางครั้งวาระหนึ่งก็จบในชั่วขณะจิต เป็นเรื่องๆไป ถ้าใครที่สุดโต่งมาก ผลที่ได้รับก็อาจเป็นความสุดโต่งของด้านตรงข้าม ถ้าใครเซ็กซ์จัด ก็อาจป่วยจัด เเละตายอนาถเพราะสุขภาพไม่ไหว ถ้าใครเซ็กซ์เสื่อมก็อาจป่วยที่จิตเเทน สุดท้ายมันก็คือสมการที่พยายามกลับมาเป็นศูนย์เท่านั้นเอง

เเต่ไม่ได้เเปลว่า ศาสนาเต๋าไม่สนใจบุญกับบาป เเค่เขาไม่ได้อธิบายด้วยคำว่าบุญกับบาป เเละไม่ปักใจเชื่อว่า การสอนบุญกับบาปจะยกระดับจิตใจคนได้เสมอไป (เต๋าจำนวนหนึ่งที่คัดค้านด้วยซ้ำ เพราะการเชื่อบุญบาปมักก่อให้เกิดผู้ดีจอมปลอม ในวรรณกรรมหลายเรื่องที่มีตัวละครเเบบผู้ดีจอมปลอม เเละมักเป็นนักพรตเต๋า นั่นก็เพราะเหตุนี้เอง สิ่งที่ชั่วร้ายทีสุดสำหรับเต๋าคือการ เเสร้งทำดี ใช้หน้ากากคนดีเพื่อทำชั่ว สิ่งที่เต๋ายึดถือเป็นหลักคุณธรรมเป็นหลัก ไม่ใช่หลักของบาปบุญคุณโทษ)

เต๋ามุ่งเน้น อธิบายโลกเเละมนุษย์ ด้วยคำว่า คุณธรรม กับ อธรรม อดีตคืออดีต อนาคตคืออนาคต ถ้ามันไม่ได้เกิดขึ้นในวงจรเดียวกันมันก็หักล้างกันไม่ได้ คนเราหายนะไม่ใช่เพราะสะสมบาปเเล้วบุญหักล้างไม่ได้ เเต่คนเรา หายนะเพราะเมื่อผิดคุณธรรมบ่อยเข้า สุดท้าย จะนำพาตัวเราเองเข้าไปในอีกระดับหนึ่งของโลก คือ ระดับที่ โลกยอมรับไม่ได้ เช่น เคยรังเเกคนมาบ่อย เลยได้ใจ สุดท้ายเลยเถิด ไปรังเเกคนผิดที่ผิดทาง โดนเขาล้างเเค้นยิงทิ้ง อันนี้ไม่ใช่กรรมตามทัน เพราะคนที่คุณฆ่าไปเเล้ว เขาไม่ได้กลับมาฆ่าคุณ เเต่คุณตายเพราะนิสัยคุณเองที่รังเเกคนอื่นจนเคยตัว เเละวันดีคืนดีก็ไปเจอคนที่เขาไม่ยอม เป็นสภาวะปัจจุบัน เเละสมดุลที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน

สวัสดี(-/i\-)

เสริมท้าย…

***สาเหตุที่ชาวจีนรุ่นใหม่ไม่นับถือศาสนา มีหลายปัจจัยที่ทำให้เป็นเช่นั้นครับ
1.ช่วงหลังราชวงศ์ชิง ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลทหาร หรือ ฝ่ายปฏิวัติ(รัฐบาลคอมมิวนิสต์ในปัจจุบัน) ล้วนไม่ได้ให้ความสำคัญกับศาสนา
2.ในฝั่งของประชาชน ประเทศจีนนับถือปรัชญาขงจื้อเป็นหลัก ซึ่งปรัชญาขงจื้อไม่ได้เป็นศาสนาเเต่เเรกเเล้ว ขงจื้อเป็นผู้ก่อตั้งสถานศึกษาเอกชนคนเเรกๆในโลก เเต่ไม่เคยก่อตั้งศาสนาใดๆทั้งสิ้น เเละในหลักของขงจื้อมีคำสอนที่ว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องส่วนตัว การศึกษาไม่ก้าวก่าย)
3.ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม(เป็นช่วงที่การเมืองวุ่นวาย) ฝ่ายปกป้องเหมา(อ้างว่าปกป้องเเต่ง่ายๆคือเอาเหมาเป็นหุ่นเชิด) ต่อต้านศาสนา ทำให้ประเทศจีนมีช่วง10กว่าปีที่ ไม่กล้าพูดถึงเรื่องศาสนาเลย (เคสนี้มาเทียบกับของไทยเราได้ ตรงที่ไทยเราเคยมีช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ห้ามเรียนภาษาจีน ทำให้ประเทศไทยเราขาดช่วงของการสืบทอดภาษาจีน กลายเป็นประเทศเดี๋ยวในหมู่อาเซี่ยนที่ คนเชื้อจีนเเต่พูดจีนกลางไม่ได้)
4.ปัจจุบัน คนจีนรุ่นใหม่มีทั้งที่มีศาสนาเเละไม่มีศาสนา ก็คงคล้ายๆกับโลกตะวันตกที่ คนจำนวนหนึ่งถือว่ามีก็ได้ไม่มีก็ได้ เป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องศาสนากับเรื่องการเมือง สำหรับคนจีนเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ ค่อนข้างสงวนท่าทีในการเเสดงออก ถ้าคนถาม ส่วนมากจะตอบว่า ไม่มี เป็นการตัดปัญหาครับ เพราะในคำสอนของขงจื้อก็มีเรื่องที่ว่า ศาสนา การเมือง การทหาร ประเพณี เป็นเรื่องส่วนตัว พอเอามาพูดในที่ส่วนรวม อาจทำให้เข้าใจผิดหรือทะเลาะกันได้ง่ายๆ คนจีนจึงไม่ค่อยบอกใครว่าตัวเองไหว้พระอะไร ซึ่งคนที่ตอบว่าไม่มีศาสนา เอาเข้าจริงๆ บางคนอาจทำบุญเจ็ดวัด มีเครื่องรางของขลังเก็บไว้ที่บ้านก็ได้ครับ^^  เอาง่ายๆเลย คนจีนที่มาเที่ยวเมืองไทย รายการที่ทัวร์ห้ามขาด ห้ามตัดออก คือ ไปเช่าพระ เเละไปไหว้พระพรหมครับ
อันที่จริง ประเทศจีนมีชาวคริสต์กับชาวมุสลิมในสัดส่วนที่มากพอๆกับประเทศไทยนะครับ โบสถ์เเละมัสยิดก็ประกอบกิจกรรมทางศาสนาเป็นปกติด้วยครับ อันนี้หลายคนไม่รู้  ส่วนที่ไม่อินเรื่องศาสนาคือ ชนชาติฮั่น เท่านั้น

ติดตามได้ใน…อ.อี้hsk&patจีน

  2 Responses to “เรียนภาษาจีนกับอาจารย์อี้ : เกร็ดมังกร ตอน เรื่องเต๋าเต๋า 道道道”

  1. รบกวนช่วยแปลให้หน่อยได้ไหมค่ะ
    ศีล 5 ข้อ
    1ห้ามฆ่าชีวิต
    2ห้ามลัก ขโมย
    3ห้ามผิด กาม
    4ห้ามพูด โกหก
    5 ห้าม ดืทของมึมเมา
    ขอบคุณมากๆค่ะ

    • 所谓五戒,即戒杀生,戒偷盗,戒淫邪,戒妄言,戒饮酒。
      ศีล๕ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดประเวณี ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มสุรา

 Leave a Reply

(required)

(required)

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>