Jun 102011
 

สรุปผลงานวิจัย การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย : การศึกษานอกระบบ

By รุ้งหอม

Published on Thai World Affairs Center

หลังจากที่จีนเปิดประเทศ และมีอิทธิพลต่อสังคมโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาษาจีนจึงทวีบทบาทมีความสำคัญยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ส่งผลให้ประเทศไทยเกิดการตื่นตัวในการเรียนภาษาจีน ประกอบกับในปี 1992 รัฐบาลไทยได้ยกเลิกการควบคุมการเรียนการสอนภาษาจีน ปล่อยให้ดำเนินการได้อย่างเสรีเช่นเดียวกับภาษาต่างประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฯลฯ และได้มีนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาจีน เป็นภาษาต่างประเทศภาษาที่สองรองจากภาษาอังกฤษ ส่งผลให้มีโรงเรียนสอนภาษาจีนเอกชนนอกระบบ เกิดขึ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา

การศึกษาภาษาจีนนอกระบบ หมายถึง การเรียนที่ไม่ได้มีกระบวนการเรียนการสอนและการวัดผลการเรียนตามแบบอย่างของระเบียบการจัดการการศึกษาภาคบังคับทั่วไป ที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการ เช่น ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ที่จะต้องกำหนดเงื่อนไขของการเรียน ซึ่งอาจจะเป็นการกำหนดโดยจำนวนชั่วโมงเรียน หน่วยกิต วิชา เพื่อที่จะนำไปสอบเพื่อรับวุฒิบัตร ดังนั้น การเรียนนอกระบบจึงไม่ค่อยมีหลักการตายตัวเป็นบรรทัดฐานในเชิงปฏิบัติ ทำให้เกิดความหลากหลายของวิธีการสอนที่แต่ละสถาบันกำหนดขึ้นเอง โดยอาศัยประสบการณ์ และการแก้ไขปัญหาที่ตนเองได้ประสบมา นำมาสร้างเป็นระบบการเรียนการสอนของตนเอง

ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ปี 1982 โรงเรียนสอนภาษาจีนนอกระบบ ถือว่าเป็นโรงเรียนเอกชนประเภทหนึ่ง (ตามมาตรา 15(2)) ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนในระบบ ที่จุดมุ่งหมาย รูปแบบวิธีจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและการประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษา มีความยืดหยุ่นกว่าของโรงเรียนในระบบ

จากการศึกษาสภาพของการเรียนการสอนภาษาจีนนอกระบบของประเทศไทย ทำให้ทราบว่ามีปัญหาบางอย่างที่ทำให้การดำเนินงานไม่ค่อยได้ผลสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งพอสรุปเป็นหัวข้อได้ดังต่อไปนี้

(1) ปัญหาเรื่องหลักสูตร ตำรา และวิธีการเรียนการสอน
(2) เรื่องบุคลากร
(3) เรื่องเงินทุนดำเนินการ

ทั้ง 3 ปัญหานี้ในปัจจุบันยังไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง จึงทำให้นักเรียนส่วนใหญ่เรียนไม่ค่อยได้ผล และทำให้สถาบันหลายแห่งประสบความล้มเหลวต้องเลิกกิจการไป งานวิจัยเรื่องนี้จึงได้หยิบยกเอาประเด็นเหล่านี้มาวิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางแก้ไข และพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนนอกระบบ ให้มีความก้าวหน้าเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน และผู้ประกอบการต่อไป

ภาพรวมการศึกษาภาษาจีนนอกระบบปี 2008

จำนวนโรงเรียน จำนวนโรงเรียนที่สอนภาษาจีนนอกระบบนั้น สำรวจได้ยากด้วยสาเหตุ หลายประการ เช่น ห้องเรียน หรือสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 7 คน ไม่ต้องขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียนอย่างเป็นทางการ (ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ปี 2007 มาตรา 5 (1) ) ห้องเรียนหรือสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนเกิน 7 คน ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ขออนุญาตจากทางการตามกฎหมาย และยังมีโรงเรียนสอนภาษาจีนที่ “เปิดง่าย ตายเร็ว” อีกเป็นจำนวนมาก ฉะนั้น จำนวนโรงเรียนเอกชนสอนภาษาจีนนอกระบบ จึงขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ในการนับ และขึ้นอยู่กับเวลาที่ทำการสำรวจ จากการสำรวจของคณะวิจัยในเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน 2008 มีโรงเรียนสอนภาษาจีนนอกระบบอยู่ 77 โรงเรียน โดยโรงเรียนสอนภาษาจีนนอกระบบที่ก่อตั้งมานานและใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน คือ วิทยสถานแห่งวัฒนธรรมตะวันออก (Oriental Culture Academy) ของมูลนิธิไทย-จีน ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 1993

นักเรียน จำนวนนักเรียน เฉพาะที่กำลังเรียนภาษาจีนในสถาบันสอนภาษาจีนนอกระบบ มีประมาณ 49,790 คน นักเรียนที่เรียนทางไกลผ่านระบบทีวีดาวเทียม และรายการโทรทัศน์ มีประมาณ 103,810 คน รวมจำนวนนักเรียนที่เรียนภาษาจีนนอกระบบทั้งหมดประมาณ 153,600 คน

เป้าหมายของผู้เรียน ร้อยละ 36 บอกว่ามาเรียนภาษาจีนเพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ร้อยละ 28 บอกว่าเรียนเพื่อประกอบอาชีพ เช่น ทำการค้า ติดต่อธุรกิจ ร้อยละ 23 บอกว่ามาเรียนภาษาจีนเพื่อว่าจะได้มีงานที่ดีขึ้น และ ร้อยละ 13 บอกว่ามาเรียนด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น เรียนเพื่อฆ่าเวลา เรียนเพราะสนใจ เรียนเพื่อเสริมความรู้ เป็นต้น

การบริหารจัดการ โรงเรียนสอนภาษาจีนนอกระบบในปัจจุบัน อยู่ภายใต้ “พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ปี 2008” ส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “เปิดง่าย ตายเร็ว” กล่าวคือ โรงเรียนเหล่านั้นเกิด-ขยายตัว-หดตัว ตามความต้องการของตลาด และความต้องการของผู้เรียนที่มีความหลากหลาย ทั้งอายุ อาชีพ และพื้นที่ สาเหตุที่ทำให้คนสนใจเรียนภาษาจีนนอกระบบมีอยู่หลายประการ เช่น ไม่มีโอกาสเรียนภาษาจีนในระบบ มีความผูกพันทางเชื้อชาติ เรียนเพื่อใช้ในการสอบ หรือเรียนเพื่อไปประกอบอาชีพ เป็นต้น เจ้าของโรงเรียนสอนภาษาจีนนอกระบบ มีทั้งที่เป็นสถาบันซึ่งมิได้หวังผลกำไร เช่น มูลนิธิ หรือสมาคม และเอกชนที่ทำเพื่อมุ่งหวังผลกำไร ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ต้องปิดกิจการลงในระยะเวลาอันสั้น เพราะขาดเงินทุนในการดำเนินงาน คณะวิจัยได้สอบถามโรงเรียนที่สำรวจ 26 แห่ง พบว่า 19 แห่ง (73%) เป็นของเอกชน และ 7 แห่ง (27%) มีมูลนิธิ หรือสมาคม หรือโรงเรียนในระบบ เป็นเจ้าของ

หลักสูตร-วิชา-เวลาเรียน โรงเรียนสอนภาษาจีนนอกระบบแต่ละโรงเรียน มีชั้นเรียน วิชา และหลักสูตร มากน้อยแตกต่างกัน ส่วนมากแบ่งชั้นเรียนออกเป็น หลักสูตรชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง หลักสูตรพิเศษ และการสอนส่วนตัว วิชาที่หลายๆโรงเรียนนิยมเปิดสอน ได้แก่ ภาษาจีนสำหรับเด็ก ภาษาจีนทั่วไป สนทนาภาษาจีน ภาษาจีนเร่งรัด ฯลฯ นอกจากนั้น ยังมีหลักสูตรพิเศษเฉพาะทางอีก เช่น วิชาภาษาจีนธุรกิจ วิชาเขียนพู่กันจีน วิชาเขียนเรียงความจีน วิชาติวสอบ HSK เป็นต้น หลักสูตรพิเศษที่ผู้เรียนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ส่วนมากจะเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการค้า เช่น ภาษาจีนธุรกิจ การค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น

โรงเรียนภาษาจีนนอกระบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือเรียนเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ โดยจำนวนชั่วโมงที่เรียนมีตั้งแต่ 1 ชม 30 นาที ไปจนถึง 20 ชม.ต่อสัปดาห์

การเรียนการสอนภาษาจีนนอกระบบนั้น มีหลักสูตร วิชาเรียน และเวลาเรียน ที่หลากหลายมาก แต่ละโรงเรียนสามารถสร้างหลักสูตรของตัวเอง กำหนดเวลาเรียน – ชั่วโมงเรียนได้เอง ที่เป็นปัญหาใหญ่คือ ไม่มีมาตรฐาน หรือเกณฑ์การชี้วัดคุณภาพ นักเรียนที่เรียนจบจากหลักสูตรเดียวกัน แต่ต่างสถาบัน ควรมีความรู้ซึ่งทัดเทียมกัน หรือต่างกันอย่างไร นอกจากนั้น ยังไม่มีมาตรฐานรองรับว่า คนที่เรียนจบวิชาใด ระดับใด สามารถนำความรู้ภาษาจีนไปเรียนต่อในระดับใดของสถาบันการศึกษาในระบบ

แบบเรียนและสื่อการสอน แบบเรียนและสื่อการสอนที่ใช้ในโรงเรียนสอนภาษาจีนนอกระบบ มีความหลากหลายมากเช่นเดียวกับหลักสูตร วิชา และเวลาเรียน จากการสำรวจพบว่า การสอนตัวอักษรจีน มีทั้งระบบการสอนตัวเต็มและตัวย่อ ในจำนวนโรงเรียน 29 แห่ง สอนอักษรตัวย่อ 21 แห่ง สอนอักษรตัวเต็ม 6 แห่ง และสอนทั้ง 2 แบบ 2 แห่ง ระบบการอ่านออกเสียง 82% สอนระบบพินอิน 14% สอนระบบจู้อิน 4% ใช้ภาษาไทยทับศัพท์

แบบเรียนที่ใช้ในโรงเรียนสอนภาษาจีนนอกระบบ มีทั้งแบบเรียนที่ผลิตในประเทศไทย จีน สิงคโปร์ ไต้หวัน และแบบเรียนที่แต่ละโรงเรียนผลิตขึ้นเองก็มีอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งแบบเรียนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เป็นแบบเรียนที่ผลิตในประเทศจีน คณะวิจัยได้ทำการคัดเลือกแบบเรียนยอดนิยมในโรงเรียนสอนภาษาจีนนอกระบบ รายชื่อแบบเรียนที่ได้รับการคัดเลือกมีดังนี้

แบบเรียนยอดนิยมอันดับ 1 ของหลักสูตรภาษาจีนชั้นต้น คือแบบเรียนชุด《汉语教程》Hanyu Jiaocheng แต่งโดย杨寄洲
แบบเรียนยอดนิยมอันดับ 2 ของหลักสูตรภาษาจีนชั้นต้น คือแบบเรียนชุด《汉语会话301句》(Conversational Chinese 301 Sentences) แต่งโดย康玉华
แบบเรียนยอดนิยมของหลักสูตรภาษาจีนสำหรับเด็ก คือแบบเรียนชุด《中文》(Zhong Wen) แต่งโดย贾益民

การเลือกใช้แบบเรียนในโรงเรียนสอนภาษาจีนนอกระบบ ยังไม่มีหลักเกณฑ์อะไรแน่นอน แต่ละโรงเรียนสามารถเลือกใช้แบบเรียนได้ตามความพอใจ โดยแบบเรียนที่ได้รับความนิยมมาก ล้วนแต่เป็นแบบเรียนที่ผลิตขึ้นในประเทศจีน ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองที่พาบุตรหลานมาเรียน ในแง่ของผู้เรียนก็ยินดีที่ได้เรียนภาษาจีนจากตำราของจีนแท้ๆ มากกว่าตำราของไทย โดยลืมดูเนื้อหาว่าเหมาะสมกับหลักสูตร ผู้เรียน และสภาพแวดล้อมแค่ไหน เข้าทำนองเห่อของนอก เป็นค่านิยมที่ผิด จึงทำให้การเรียนไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น

ครู-อาจารย์ จากการสำรวจจำนวนครู-อาจารย์ ที่สอนภาษาจีนอยู่ในโรงเรียนนอกระบบ 21 แห่ง พบว่า ครูสัญชาติไทย และครูสัญชาติจีน มีจำนวนไม่ต่างกันมากนักดังนี้ ครู-อาจารย์สัญชาติไทย 77 คน ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ครู-อาจารย์สัญชาติจีน 72 คน (จากแผ่นดินใหญ่ 69 คน ไต้หวัน 3 คน) จบการศึกษาระดับปริญญาตรี 42 คน อนุปริญญา 4 คน ไม่มีวุฒิบัตร 26 คน

ปัญหาเรื่องบุคลากร ครู-อาจารย์มีความสำคัญมากในการเรียนการสอนภาษาจีน จากการวิจัยพบว่า ในโรงเรียนสอนภาษาจีนนอกระบบ ครู-อาจารย์ชาวจีนเป็นที่นิยมมากกว่าครู-อาจารย์ชาวไทย และมีรายได้ต่อเดือนมากกว่าครู-อาจารย์ชาวไทยด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ครูจีนจำนวนมากพูดภาษาไทยไม่ได้ และไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องของวัฒนธรรมไทยดีพอ การจะฝึกครูจีนให้เข้าใจวัฒนธรรมไทย คงจะยากกว่าการฝึกครูไทยให้รู้วัฒนธรรมจีน ดังนั้น เราควรจะส่งเสริมและผลิตครูไทย ที่รู้ทั้งภาษาและวัฒนธรรมไทย-จีน แต่สถานศึกษาต่างๆ นิยมจ้างครูจีนเพราะหาได้ง่ายกว่า ส่วนจะสอนได้ดีกว่าครูไทยหรือไม่นั้น ยังไม่มีมาตรฐานวัดให้เห็นชัดเจนแต่ประการใด

ผลสำรวจความเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับครูสัญชาติไทยและสัญชาติจีน จากนักเรียนในโรงเรียนนอกระบบจำนวน 35 คน พบว่าชอบครูสัญชาติจีน 74.3% ชอบครูสัญชาติไทย 25.7%

ผลของการเรียนการสอนภาษาจีนนอกระบบ เป็นการยากที่จะทราบว่านักเรียนที่เรียนภาษาจีนนอกระบบ ได้เอาความรู้ภาษาจีนที่เรียนมาไปใช้ทำประโยชน์ให้แก่ตนเองและสังคมมากน้อยเพียงใด

ในการวิจัยครั้งนี้ได้มีการให้ผู้บริหารโรงเรียนต่างๆ ประเมินนักเรียนว่า เมื่อเรียนจบหลักสูตรต่างๆ แล้ว สามารถนำความรู้ที่เรียนมาไปใช้ได้อย่างไรบ้าง คำตอบพบว่า ร้อยละ 42 บอกว่าเรียนภาษาจีนแล้วช่วยให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน สามารถติดต่อสื่อสารภาษาจีนได้ดีขึ้น คำตอบรองลงมาร้อยละ 29 บอกว่า เรียนจบแล้วรู้ศัพท์ภาษาจีน และมีความรู้เกี่ยวกับประเทศจีนมากขึ้น ร้อยละ 21 บอกว่า ภาษาจีนที่เรียนมาช่วยให้มีงานและรายได้ที่ดีกว่าเดิม และคำตอบร้อยละ 8 บอกว่า การเรียนภาษาจีนนอกระบบ ช่วยให้สามารถนำภาษาจีนไปใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

นอกจากนี้ คณะวิจัยได้ทำการสำรวจระดับความพอใจของนักศึกษาที่เรียนจบแล้ว โดยถามว่า “ท่านได้ประโยชน์จากการเรียนภาษาจีนหรือไม่” มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่ตอบว่าได้มาก ร้อยละ 60 ตอบว่าได้พอควร และร้อยละ 35 บอกว่าไม่ได้เลย

คำตอบที่ปรากฏข้างบนนี้ แสดงให้เห็นว่าประสิทธิผลของการเรียนการสอนภาษาจีนนอกระบบนั้น ไม่ได้ล้มเหลวเสียทีเดียว ผู้เรียนส่วนมากเมื่อเรียนจบแล้วยังคงมีความพึงพอใจ และสามารถนำความรู้ภาษาจีนที่เรียนมาไปประยุกต์ใช้ได้ในระดับหนึ่ง

ข้อสังเกต ความเห็นและข้อเสนอแนะจากคณะวิจัย

ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในระบบการเรียนการสอนภาษาจีนนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตำรา หลักสูตร วิธีการสอน อาจารย์ผู้สอน ฯลฯ สามารถวิเคราะห์ได้เป็น 2 ประเด็น คือ ปัญหาระยะสั้น และปัญหาระยะยาว

ปัญหาระยะสั้น คือปัญหาที่เกิดในกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้เรียน ผู้สอน และผู้ดำเนินกิจการ คณะวิจัยเชื่อว่าทุกฝ่ายมีเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือกัน ให้การเรียนการสอนประสบความสำเร็จ สิ่งที่ต้องคำนึงได้แก่ความแตกต่างของวัฒนธรรมไทย-จีน ที่ผู้เรียนและผู้สอนต้องทำความเข้าใจ จิตวิทยาในการเรียนการสอนภาษาจีน วัตถุประสงค์ของการเรียนต้องตรงกับการสอน เช่น เรียนเพื่อศึกษาต่อ หรือเพื่อทำการค้า เป็นต้น คุณสมบัติของครูจีนต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสังคมไทยได้ มิใช่เพียงแค่สอนเก่งเท่านั้น หากปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นไปอย่างเหมาะสม จะทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการเรียนการสอนได้

ปัญหาระยะยาวที่จะเกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมและประเทศ อันเนื่องมาจากความผิดพลาดด้านแนวความคิด หรือทฤษฎีการเรียนการสอน ที่ไม่ได้พิจารณาให้รอบคอบ เช่น ทฤษฎีที่นำมาใช้ผลิตตำรา ปัจจุบันตำราต่างๆ มักเน้นการพูดการฟัง มากกว่าการอ่าน การเขียน ซึ่งการเรียนภาษาจีนให้แตกฉาน ต้องใช้การอ่านและการเขียน ถ้าใช้ทฤษฎีผิดตำราก็ผิดไปด้วย เมื่อนำมาสอนพื้นฐานให้นักเรียนก็จะผิด แก้ไขได้ยากในภายหลัง หรือเนื้อหาของตำราต้องไม่ขัดต่อความสัมพันธ์อันดีของไทยและจีน ซึ่งอาจเกิดความขัดแย้งทางวัฒนธรรมได้

  One Response to “บทความทั่วไป : สรุปผลงานวิจัย การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย (การศึกษานอกระบบ)”

  1. เนื้อหาดีมากครับ แต่แนะนำให้ใช้ Theme ที่เป็นพื้นสีขาว จะดีกว่านะครับ ใช้พื้นสีดำแบบนี้เพ่งหน้าจอนาน ๆ แล้วรู้ สึกหน้ามืด
    จะเข้ามาอ่าน เรื่องอื่น ๆ เพิ่มเติม และติดตามต่อไปเรื่อย ๆ ครับ
    กำลังหัดเรียนภาษาจีนอยู่ครับผม

 Leave a Reply

(required)

(required)

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>