Jun 102011
 
เปิดรับสมัครตัวแทน ด่วน!



“ตอนที่ผมหาพนักงานที่จะมาช่วยดูแลประสานงานตอนสัมภาษณ์ เด็กผู้หญิงคนนั้นบอกว่าเรียนภาษาจีนมาแล้ว 1 ปี ผมก็เลยทดสอบด้วยการลองให้เขานับเลข ปรากฏว่าเขานับ 1-10 ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่พอถามว่าแล้ว 16 ภาษาจีนว่าอย่างไร เขากลับตอบไม่ได้”ศ.ดร.เขียน ธีรวิทย์ หนึ่งในผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องจีนมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ กล่าวติดตลก เมื่อพยายามจะฉายภาพปัญหาของมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาจีนในไทยที่กำลังเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤต เป็นวิกฤตที่ครั้งหนึ่ง “วิโรจน์ ตั้งวานิชย์”อาจารย์สอนภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เคยวิพากษ์ไว้ในรายการชีพจรโลกว่า “จะหาคนไทยที่เรียนภาษาจีนในประเทศไทยดีพอที่สามารถนำไปใช้ได้น้อยมาก”และหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนแล้ว ไทยอยู่ในลำดับสุดท้าย

แม้ที่ผ่านมา รัฐบาลจะกำหนดแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา โดยเป้าหมายปลายทางที่ตั้งไว้ คือ การกำหนดให้นักเรียนและนักศึกษาในระบบโรงเรียนทุกคนได้เรียนภาษาจีน ได้ในสัดส่วนร้อยละ 20 ของนักเรียน นักศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี โดยจัดสรรงบประมาณระหว่างปี 2549-2553 ไว้เป็นจำนวนกว่า 528 ล้านบาท

แต่ดูเหมือนว่าก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ที่มีอยู่ดีขึ้นเท่าใดนัก ในทางกลับกัน การเร่งรีบโดยขาดการเตรียมการก็ยิ่งทำให้บรรดาโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในทุกระดับเร่งรีบที่จะเปิดหลักสูตรโดยขาดความพร้อม

ปริมาณผ่าน คุณภาพตก

จากการศึกษาวิจัยการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย ที่ทำการเรียนการสอนภาษาจีนทั้งในและนอกระบบทุกระดับ ในช่วงเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อศึกษาถึงจุดอ่อนและจุดแข็งที่จะนำไปสู่การปฏิรูปหลักสูตรต่อไปในอนาคตของศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั้นพอจะทำให้เห็นภาพบางอย่างปรากฏชัด โดยเฉพาะการเร่งรัดที่ทำให้อาจารย์กว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องภาษาจีน จำเป็นต้องกลายมาสอนในวิชานี้ เพราะขาดแคลนอาจารย์ที่มีความรู้จริงๆ ที่จะมาสอน รวมไปถึงปัญหาในตัวหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน ตำรา ที่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ส่งผลกับประสิทธิผลของการเรียนการสอนภาษาจีนในทุกระดับ

ดังนั้นปัญหาในวันนี้ของไทยจึงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณที่ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะจากงานวิจัยยกตัวอย่างว่า ในปี 2550 จากการสำรวจโรงเรียนระดับอาชีวศึกษา 122 โรงเรียนที่พบว่ามีจำนวนนักศึกษาที่เรียนภาษาจีนอยู่ถึง 44,425 คน 25.5% ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้แล้ว แต่ปัญหาในวันนี้กลับอยู่ที่การทำผลิตผลให้มีคุณภาพ

ในงานวิจัยตอนหนึ่งยังระบุด้วยว่า ได้มีการสอบถามผู้บริหารโรงเรียน 58 แห่งว่า นักเรียนที่จบภาคปกติแล้ว เอาไปใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด มีกว่า 50% ที่ตอบว่าเมื่อนักเรียนจบไปแล้วไม่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ใดๆ ได้เลย

ครูไร้คุณภาพ หลักสูตรไม่ต่อเนื่อง

“ปัญหาที่วิกฤตที่สุดซึ่งเราพบขณะนี้ คือ รอยต่อของการศึกษาจีนของไทยในแต่ละระดับ ที่ไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างกัน ซึ่งประเทศอื่นจะไม่มีปัญหาในลักษณะนี้ โดยทุกระดับการเรียนจะเริ่มจากศูนย์หมด ประถมศึกษาก็เริ่มจากศูนย์ พอไปถึง ระดับมัธยมศึกษา ก็เริ่มจากศูนย์อีก พอไปถึงอุดมศึกษาก็เริ่มเรียนกันใหม่จากศูนย์อีก ซึ่งทำให้เกิดความสูญเปล่า ฉะนั้นถ้าจะแก้ปัญหาก็ต้องเชื่อมรอยต่อเหล่านี้เข้ามาหากัน”

“พัชนี ตั้งยืนยง”อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในคณะผู้วิจัย กล่าวและอธิบายด้วยว่า

“เป้าหมายการเรียนการสอนเป็นไปคนละทิศคนละทาง เช่น ประถมศึกษา การตัดสินใจเรียนเป็นเจตนารมณ์ของ ผู้ปกครอง และมีการสอนทักษะทั่วไป พอถึงมัธยมศึกษา ก็มีปัญหาว่าในความเป็นจริงการเรียนภาษาต่างประเทศนั้นต้องสามารถเรียนทักษะเพื่อสำหรับสื่อสารได้ แต่พอระดับมัธยมศึกษา คนก็ไปให้ความสำคัญกับการจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้เรียนเพื่อเอาไปเป็นวิชาหนึ่งในการสอบมากกว่า เพราะเวลาทำข้อสอบก็ทำเป็นปรนัย ฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะการสื่อสาร ภาษาจีนมีสอบครั้งแรกในการเข้ามหาวิทยาลัยในปี 2541 ฉะนั้นการเรียนการสอนก็จะเน้นไปที่ข้อสอบปรนัย จึงทำลายโอกาสในการพัฒนาทักษะทั้งด้านการพูด การฟัง แต่พอการเรียนเข้ามหาวิทยาลัย จะต้องไปทำงานและต้องสื่อสารให้ได้ ก็ไปเรียนอีกแบบ ฉะนั้นจะเห็นว่าเป้าหมายในการเรียนไปคนละทิศคนละทาง ดังนั้นถ้าเรามีเป้าหมายร่วมกันตั้งแต่ต้นว่าต้องการให้เด็กไทยมีความสามารถในการสื่อสารได้ ก็จะทำให้การเรียนมีประสิทธิผลมากขึ้น”

ชี้จุดอ่อนก่อนปฏิรูป

ประสบการณ์ของนักศึกษาคนหนึ่งที่เคยไปเรียนภาษาจีน ที่กรุงปักกิ่ง เล่าไว้ว่า การเรียนการสอนจะมีสื่อที่หลากหลาย และนักศึกษาที่ปักกิ่งจะตั้งใจเรียนมาก และนอกห้องเรียนก็จะพยายามใช้ภาษาจีนในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันโดยหลีกเลี่ยงภาษาอังกฤษ และไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ไปโบสถ์ ที่ทำให้พัฒนาการด้านภาษารวดเร็วมาก

ข้อจำกัดที่ค้นพบของการเรียนการสอนภาษาจีนในไทย ที่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการเรียนภาษาจีนในประเทศจีนที่จัดไว้สำหรับนักศึกษาต่างชาตินั้น พบว่าข้อจำกัดที่ทำให้การเรียนในไทยไม่ประสบความสำเร็จเป็นเพราะการขาดโอกาสในการใช้ภาษาจีนอย่างเพียงพอในการสื่อสาร หรือการฟัง การอ่านหนังสือ ชมภาพยนตร์ อ่าน นิตยสารภาษาจีนนั้นมีน้อยมาก ขณะที่เวลาเรียนในชั้นเรียนมีน้อยเกินไป ไม่มีกิจกรรมส่งเสริมการใช้ภาษาจีนนอกห้องเรียน หลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่แยกวิชาเรียนในทักษะต่างๆ รวมถึงแบบเรียนที่ส่วนใหญ่ใช้แบบฮั่นยวี่เจี้ยวเฉิงที่ต้องใช้เวลาในการเรียนนานและต่อเนื่อง แต่ของไทยมีระยะการสอนเพียงสัปดาห์ละครั้ง นอกจากนี้เทคนิคการสอนของครูที่ไม่น่าสนใจ และสุดท้ายคือความตั้งใจของผู้เรียนในไทยที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเท่านักศึกษาที่ไปเรียนภาษาในประเทศจีน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการสื่อสารได้และใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้

การปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาจีนในวันนี้ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ขึ้นอยู่กับทุกภาคส่วน ตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการ สถาบันการศึกษา ครู จนกระทั่งผู้เรียน ฯลฯ ที่ต้องร่วมมือกัน ไม่เช่นนั้นแล้วถึงแม้จะมีคนเรียนภาษาจีนมากขึ้น ก็ไม่มีประโยชน์อันใดกับผู้เรียนและประเทศ นอกจากความสูญเปล่า

ทำไมใครๆ ก็เรียนภาษาจีน !!

– ทุกวันนี้จีนไม่เพียงเป็นประเทศที่มีประชากร 1,300 ล้านคน ประมาณ 20% ของประชากรโลก GDP ยังอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 6% ของ GDP โลก ฉะนั้นถือเป็นตลาดใหญ่ ปัจจุบันการส่งออกจากไทยไปจีนก็ขยายตัวมากกว่าประเทศอื่น จีนยังมีนโยบายขยายการลงทุนมายังประเทศอื่นๆ ภาษาจีนจึงมีความสำคัญสำหรับการติด ต่อสื่อสารกับคนจีนในอนาคต ทุกวันนี้ ซีอีโอในสหรัฐหลายคนยังให้ลูกหลานเรียนภาษาจีน เช่น Robert Polet ประธานกลุ่มกุชชี่ Scott Cook ที่ให้ลูกชายเรียนภาษาจีน โดยฝึกให้ตีปิงปองกับครูเชื้อสายจีน ฯลฯ

– ปัจจุบันมีคนไทยเรียนภาษาจีนกว่า 5.67 แสนคน โดยส่วนหนึ่งเรียนในระบบ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเรียนในโรงเรียนสอนภาษาที่มีจำนวนเกือบครึ่งแสน ซึ่งกว่าครึ่งเชื่อว่าการเรียนภาษาจีนจะทำให้มีโอกาสค้าขายกับคนจีนและหางานทำที่ดีขึ้นในอนาคต ทำให้ 4-5 ปีที่ผ่านมามีโรงเรียนสอนภาษาจีนเกิดขึ้นมากมายกว่า 77 โรงเรียน และล้มหายตายจากไปในจำนวนที่ใกล้เคียงกันเพราะการแข่งขันสูง โดยโรงเรียนสอนภาษาจีนที่ใหญ่ที่สุดในไทย ได้แก่ วิทยสถานแห่งวัฒนธรรมตะวันออก หรือ OCA ของมูลนิธิไทย-จีน ที่มีนักศึกษากว่า 20,000 คน

– ปัจจุบันนักศึกษาไทยนิยมไปเรียนที่จีนมากขึ้น ที่นิยมที่สุดคือ กรุงปักกิ่ง และมหานครซ่างไห่ กว่างโจว และ คุนหมิง ฯลฯ โดยมหาวิทยาลัยสอนภาษาจีนที่มีคนไทยไปเรียนมาก ได้แก่ ม.ปักกิ่ง ม.ภาษาปักกิ่ง ม.ฟู่ตั้น ม. ซ่างไห่เจียวทง ม.จี้หนาน เมืองกว่างโจว ม.ครูหยุนหนาน ม.ชนชาติแห่งกว่างซี

  2 Responses to “บทความทั่วไป : วิกฤต “เรียนภาษาจีน”ในไทย ทำไม…ยังล้าหลัง !!”

  1. ชอบบทความประมาณนี้จังเลยค่ะ…

  2. อยากทราบว่าบทความนี้เขียนโดนใครเหรอคะ
    พอดีว่าอยากนำไปอ้างอิงในรายงาน แล้วจะให้เครดิตแก่ผู้เขียน
    แต่เห็นบทความนี้โพสอยู่บนหลายหน้าเว็บ แต่ไม่มีชื่อผู้เขียนเลย

 Leave a Reply

(required)

(required)

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>